รีวิวหนังสือ "การตลาด 3.0 (Marketing 3.0)"

Posted by nstoremkt 20/07/2016 0 Comment(s) รีวิวหนังสือ,

 

การตลาด 3.0 (Marketing 3.0)

 

การตลาด 3.0

 

 

หนังสือ “การตลาด 3.0 (Marketing 3.0)”

ทำการตลาดอย่างไร ให้ “โดนใจ” ลูกค้าตลอดกาล

รายละเอียด

ผู้เขียน : Philip KotlerHermawan Kartajaya, Iwan Setiawan

ผู้แปล : ณงลักษณ์ จารุวัฒน์

สำนักพิมพ์ : Nation Books

ราคา : 250 บาท

เล่าเรื่องเนื้อหา

เนื้อหาในเล่มจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ  คือ

Marketing 3.0 Concepts

ส่วนที่ แนวโน้ม (Trends)

1 ต้อนรับสู่ยุคการตลาด 3.0

2 โมเดลการตลาด 3.0 ในอนาคต

ส่วนที่ กลยุทธ์ (Strategy)

3 เผยแพร่พันธกิจสู่ผู้บริโภค

4 ปลูกฝังค่านิยมแก่พนักงาน

5 ถ่ายทอดวิสัยทัศน์แก่ผู้ถือหุ้น

ส่วนที่ ประยุกต์ใช้ (Application)

7 สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

8 สร้างผู้ประกอบการในตลาดเกิดใหม่

9 เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

10 รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน

iYom reviews

นานๆ จะได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับการตลาดสายตรงสักหนึ่งเล่ม เพราะส่วนใหญ่หยิบจับไร ขึ้นมาก็จะไปแนวการลงทุน บริหารเงิน บริหารธุรกิจซะมากกว่า หนังสือ การตลาด 3.0 เล่มนี้ หลายคนคงจะเห็นอยู่บนแผงหนังสือมาพักใหญ่แล้ว เพราะออกมาก็โน่น นานแหล่ะ ที่จริงอ่านจบมาก็นานแล้วเหมือนกัน แต่เห็นว่า เป็นหนังสือการตลาด ที่ให้มุมมองทางการตลาดตั้งแต่อดีต (การตลาด 1.0)  ปัจจุบัน (การตลาด 2.0) และอนาคต (การตลาด 3.0) ซึ่งแลดูแล้ว น่าจะเป็นประโยชน์ จึงอยากจะปัดฝุ่นที่เคยสรุป เคยจดไว้มารีวิวเก็บไว้หน่อย การตลาด 3.0  iYom ชอบที่มันอ่านแล้วเข้าใจง่าย เห็นภาพ สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นนักการตลาดอย่าง iYom เพราะอาจจะไม่ได้เน้นในเรื่องทฤษฏี หรือประเภท How to ทางการตลาด ที่มักจะเป็นแผนภาพ ไดอะแกรม ที่แลดูเครียด เข้าใจยาก ที่เหมาะกับสายอาชีพทางการตลาดโดยตรงซะมากกว่า เอาเป็นว่าอ่านเล่มนี้เข้าใจประวัติศาสตร์การตลาดและความเป็นไปของการตลาดในอนาคตมากขึ้น งั้นเราไปดูสรุปที่ iYom ทำไว้ แล้วมาช่วยกันแชร์ความคิดเห็นกันนะครับ

ส่วนที่ 1 แนวโน้ม (Trends)

– การตลาด 3 ยุค

การตลาด 1.0 จะยึดตัวผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลาง (Product Centricity) ซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดยุคนี้

การตลาด 2.0 จะยึดตัวผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer Centricity) เกิดจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ต

การตลาด 3.0 จะมาเน้นความสัมพันธ์กับมนุษย์ (Human Centricity) เกิดจากเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่

โดยเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ ประกอบด้วยแรงขับ 3 ประการ คือ

แรงขับที่ 1 คอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือราคาถูก

แรงขับที่ 2 อินเตอร์เน็ทที่ราคาต่ำลง

แรงขับที่ 3 Open Source

แรงขับเคลื่อน การตลาด 3.0

 

เทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ ทำให้มนุษย์เปลี่ยนจากผู้บริโภค (Consumer) ไปเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในคนเดียวกัน (Prosumer)

– ผู้บริโภคมิได้แค่สินค้าที่ทำงานตามหน้าที่ที่กำหนด (Functional) และให้ความพึงพอใจทางอารมณ์ (Emotional) เท่านั้น แต่ยังต้องการเติมเต็มความปรารถนาทางจิตวิญญาณ (Human spirit fulfillment)

– นักการตลาดยุคนี้ ต้องมองผู้บริโภคในฐานะมนุษย์อย่างสมบูรณ์ที่ประกอบด้วยความคิด (Mind) จิตใจ (Spirit) และจิตวิญญาณ (Spirit)

– ผู้บริโภคในปัจจุบันมีจิตอาสาและต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงปัจเจกชนที่อยู่โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับใคร แต่เป็นกลุ่มคนที่ติดต่อกัน มีความรอบรู้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ พวกเขาไม่ได้หยุดนิ่งรอคอยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่กระตือรือร้นที่จะแสดงความคิดเห็นและ feedback แก่บริษัทได้อีกด้วย

– แบรนด์วัฒนธรรม อาจจะเป็นแบรนด์ระดับชาติ (national  brand)  ที่พยายามตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต่อต้านกระแสวัฒนธรรมโลกที่มาพร้อมกับแบรนด์ระดับโลก หรือ โกลบอลแบรนด์ (Global Brand)

– บริษัทที่ใช้การตลาด 3.0 จึงควรเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีผลกระทบต่อธุรกิจของตน

- ในเรื่องการตลาดสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งคือ พิระมิดแสดงลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ โดยฐานพีระมิด คือ ความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อการมีชีวิตรอด, ต้องการความมั่งคงปลอดภัย, ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะและสังคม, ต้องการความภาคภูมิใจในตนเอง (อีโก้) ขึ้นไปจนถึงยอดพีระมิด คือ ความต้องการบรรลุศักยภาพของตนเอง

– ตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา การตลาดมีเนื้อหาสาระ เกี่ยวข้องกับหลักการสามประการ คือ การบริหารผลิตภัณฑ์ (Product Management) การบริหารลูกค้า (Customer Management) และการบริหารแบรนด์ (Brand Management)

– อนาคตของการตลาดเป็นแนวระนาบ ไม่ใช่แนวดิ่ง ผู้บริโภคเชื่อสิ่งที่ผู้บริโภคด้วยกันพูด มากกว่าสิ่งที่บริษัทสื่อสารออกมา

– พันธกิจ วิสัยทัศน์ และค่านิยม

พันธกิจ คือ เหตุผลในการดำรงอยู่ของบริษัท เพราะจะสะท้อนเป้าหมายและคุณค่าพื้นฐานในการดำรงอยู่ของบริษัท

วิสัยทัศน์ คือ เป็นภาพในอนาคตที่บริษัทวาดไว้ว่าอยากจะเป็น โดยยึดโยงกับพันธกิจที่กำหนด

ค่านิยม คือ มาตรฐานพฤติกรรมขององค์กร

–  วิวัฒนาการของแนวคิดทางการตลาด

– สรุป

Trend for Marketing 3.0

ส่วนที่ กลยุทธ์ (Strategy)

พันธกิจ ส่งไปยัง ผู้บริโภค

– เมื่อใดก็ตามที่พันธกิจ ของแบรนด์ฝังแน่นจนเป็นส่วนหนึ่งของความคิด จิตใจและจิตวิญญาณของผู้บริโภคแล้ว เมื่อนั้นผู้บริโภคจะกลายเป็นเจ้าของแบรนด์

– การสร้างแบรนด์ คือการทำให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นเจ้าของแบรนด์

– ในยุคการตลาด 3.0 เมื่อแบรนด์ประสบความสำเร็จ คุณอาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์อย่างแท้จริง

– การกำหนดพันธกิจของแบรนด์ในยุคการตลาด 3.0 ต้องนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ทางธุรกิจ ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของผู้บริโภคได้ โดยผู้บริโภคจะยอมรับแบรนด์นั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว

– ผู้คนในโลกความสัมพันธ์แนวระนาบมักจะนิยมชมชอบคนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากนัก โดยมองว่าคนเหล่านี้เป็นเหมือนกับตัวเอง คือ เป็นผู้บริโภคที่มีอำนาจน้อยกว่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ การติดอาวุธให้แก่ผู้บริโภคได้มีสำนึกว่าตัวเองมีพลัง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้พันธกิจของแบรนด์ประสบผลสำเร็จ

ค่านิยม สร้างจาก พนักงาน

- พนักงาน คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ใกล้ชิดกับบริษัทที่สุด คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการปลูกฝังว่าตัวเองมีพลังด้วยค่านิยมที่แท้ โดยใช้วิธีการเล่าเรื่องในทำนองเดียวกับที่ถ่ายทอดให้ผู้บริโภคฟัง

– วัฒนธรรมขององค์กร คือ การแสดงออกถึงค่านิยมขององค์กรผ่านทางพฤติกรรมที่พนักงานภายในบริษัทแสดงออกเป็นประจำทุกวัน

– ค่านิยมที่ดี จึงควรเป็นค่านิยมที่กระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ (collaboration) วัฒนธรรม (cultural) และความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ในหมู่พนักงาน

– การมีค่านิยมทางวัฒนธรรม หมายถึง การสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั้งในชีวิตของตัวเองและผู้อื่น

– พนักงาน 6 ประเภท

1. กลุ่มที่มีความรับผิดชอบต่ำ และอยากได้เงินมาง่ายๆ (The low obligation and easy income segment) : มองหาทางลัดในการแก้ปัญหา

2. กลุ่มอะไรก็ได้ (The flexible support segment) : ใครว่าอะไรว่าตามกัน ไม่ได้มองเรื่องงานเป็นเรื่องสำคัญ

3. กลุ่มเสี่ยงแล้วได้ (The risk and reward segment) : การทำงานคือโอกาสสร้างความท้าทายและความตื่นเต้นให้แก่ชีวิต

4. กลุ่มร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จ (The individual expertise and team success segment) : มองหางานที่เปิดโอกาส ให้ร่วมมือทำงานเป็นทีม

5. กลุ่มก้าวหน้ามั่นคง (The secure progress segment) : มองหางานที่มีอนาคตก้าวไกล

6. กลุ่มสร้างตำนาน (The expressive legacy segment) : มองหาโอกาสในการสร้างเกียรติประวัติแก่บริษัท

(ใครๆ ที่ยังเป็นพนักงาน คิดว่าตัวเองตกอยู่ในประเภทไหนกันครับ สำหรับ iYom คงเป็นแบบผสมผสานตั้งแต่กลุ่มที่ 1-4 แต่ที่ไม่มีอยู่ในหัวเลยข้อหกเป็นแน่แท้ แฮ่ะๆๆ)

– ถ้าเข้าใจลักษณะพนักงานแต่ละประเภท บริษัทจะมีแรงบันดาลใจในการสร้าง signature experience (*0* คือไรแว๊) และสรรหาพนักงานที่มีลักษณะเข้ากันได้กับค่านิยมขององค์กร

– สนับสนุนให้พนักงานมีพลังงานอำนาจในการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าไปสู่บุคคลอื่นในสังคม

ค่านิยม สร้างกับ คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่าย

– การตลาด 3.0 จะให้ความสำคัญกับคู่ค้า เนื่องจาก เป็นทั้งผู้ให้ความร่วมมือ (Collaborator) ผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (Cultural change agent) และพันธมิตรเชิงสร้างสรรค์ (Creative partners)

– คู่ค้าที่ดีต้องประเมินด้วยเกณฑ์สามประการ คือ

1. ได้ผลลัพธ์แบบ win-win  ความร่วมมือก่อให้เกิดความสัมพันธ์แนวระนาบไม่ใช่แนวดิ่ง

2. ยึดมั่นในมาตรฐานด้านคุณภาพที่สูงเหมือนกัน

3. ค่านิยมใดที่โดดเด่น และเข้ากันได้กับค่านิยมขององค์กรตนเอง

– ช่องทางในการจัดจำหน่าย มีความสำคัญในการช่วยเข้าถึงกลุ่มคนยากจนได้มากขึ้น โดยในอินเดีย ค่าใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้มีถึงร้อยละ 80 ของยอดการจับจ่ายทั้งหมดของประเทศ

– เครือข่ายบุคคลจะกลายเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มคนระดับล่าง ฉะนั้น การขายแบบเพื่อนแนะนำเพื่อน (peer-to-peer selling) จึงเป็นกลยุทธ์ที่จะเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ชนบท

วิสัยทัศน์ ส่งให้  ผู้ถือหุ้น

– แนวโน้มที่สำคัญที่สุดในอนาคตของบริษัท (โดยเฉพาะที่อยู่ในตลาดหุ้น) คือ เรื่องความยั่งยืน (Sustainability)

– มุมมองความยั่งยืน บริษัทมองเป็นหนทางเพื่อการอยู่รอดในระยะยาวในโลกธุรกิจ แต่สังคมมองว่าเป็นทางรอดในระยะยาวสำหรับสิ่งแวดล้อมและความกินดีอยู่ดีของคนในสังคม

– ฉะนั้นในการทำธุรกิจในอนาคต ถ้าจะให้ยั่งยืน บริษัทต้องเน้นทั้งการทำกำไรพร้อมกับการตอบแทนสังคมและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

– ในส่วนการทำกำไร (พร้อมการตอบแทนสังคม) ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ ตลาดเติบโตเต็มที่ และ ตลาดคนยากจน

– ตลาดเติบโตเต็มที่ (ตลาดบน) จะชอบให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราต้องทำการตลาดด้วยโมเดลธุรกิจที่เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้บริโภค

– ตลาดคนยากจน (ตลาดล่าง) จะมีอัตราการเติบโตสูงในอนาคต ต้องใช้นวัตกรรมใหม่ (Disruptive innovation) เพื่อเป็นโซลูชั่นในการแก้ปัญหาให้สังคมคนยากจน

– การใส่ใจสิ่งแวดล้อม คือ การตระหนักว่าทรัพยากรเรามีจำกัด (ใกล้จะขาดแคลนเลยด้วยซ้ำ) โจทย์ของบริษัท คือ เราจะกำจัดความยากจนได้อย่างไรด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด ซึ่งต้องพึ่งพานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

– เวลาผู้ถือหุ้นพิจารณาผลประกอบการ มักจะคิดถึงเรื่องกำไร (Profitability) และผลตอบแทน (Returnability) กำไรเป็นเป้าหมายระยะสั้น ส่วนผลตอบแทนเป็นเป้าหมายระยะยาว ประเด็นจึงอยู่ที่ การหาทางเชื่อมโยงความยั่งยืนทางธุรกิจ กำไร และผลตอบแทนเข้าด้วยกัน

– บริษัทที่ทำธุรกิจอย่างยั่งยืนจะเข้าถึงตลาดได้ทั้งสองตลาด คือ ตลาดที่เติบโตเต็มที่และตลาดคนยากจน โดยผู้บริโภคในตลาดเติบโตเต็มที่ชื่นชมเพราะการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนเข้าถึงจิตวิญญาณของพวกเขา ในขณะที่ผู้บริโภคในตลาดยากจนต้องการหาหนทางแก้ปัญหา บริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมจะเสนอทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าและได้รับความชื่นชมจากลูกค้า

– สรุป

Strategy for Marketing 3.0_1

             Strategy for Marketing 3.0_2

ส่วนที่ ประยุกต์ใช้ (Application)

– แรงขับดันสองประการที่ทำให้บริษัทเติบโตเต็มที่จำเป็นจะต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ความจำเป็นที่ต้องขยายการเติบโตในอนาคต และพยายามสร้างจุดแตกต่างที่โดดเด่น

– องค์กรธุรกิจควรทำประโยชน์เพื่อคืนกำไรสู่สังคม และความต้องการของทั้งผู้บริโภคและพนักงานในการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของสังคมจะมีอิทธิพลต่อการวางยุทธศาสตร์ทางธุรกิจในปีก ปีข้างหน้าบายไว้

– การทำให้ผู้บริโภคมีพลัง ถือว่าเป็นการช่วยเหลือให้เขาบรรลุศักยภาพของตัวเองด้วย ทำให้พวกเขาได้ก้าวขึ้นไปสู่ความต้องการขั้นสูงขึ้นตามหลักการพิระมิดแสดงลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ที่มาสโลว์ได้อธิบายไว้

– ผลสำรวจของ McKinsey เปิดเผยว่า สังคมคาดหวังให้องค์กรธุรกิจแก้ปัญหาสังคมด้วยการสร้างงาน (ร้อยละ 65) สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (ร้อยละ 43) และพัฒนาสินค้าหรือบริการมาแก้ปัญหานั้นๆ (ร้อยละ 41)

– เปลี่ยนพีระมิดเป็นเพชร ช่วยคนยากจนที่รอรับความช่วยเหลือให้เป็นผู้ประกอบการ

– การแก้ปัญหาความยากจนต้องใช้แรงขับเคลื่อนสามประการ

1. ทำให้คนยากจนมีโอกาสเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มากขึ้น

2. บริษัทนำกำลังการผลิตส่วนเกินมาใช้ตอบสนองความต้องการในตลาดล่าง

3. รัฐบาลต้องมีนโยบายไม่สนับสนุนให้คนชนทบย้ายเข้ามาในเมืองใหญ่

– Disruptive Innovation ที่จะช่วยลดปัญหาความยากจน ต้องประกอบไปด้วยสี่ประการ

1. นวัตกรรมต้องมีสเกลใหญ่มากพอที่จะเข้าไปถึงกลุ่มคนจนที่มีอยู่หลายพันล้านคน

2. แก้ปัญหาได้ระยะยาวและคงทนหลายชั่วอายุคน

3. ใช้ได้ผล และนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่ามาให้

4. ทุกอย่างต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Business Enterprise : SBE)

คือ องค์กรธุรกิจที่หารายได้และสร้างประโยชน์ให้แก่คนในสังคมที่ตนดำเนินธุรกิจอยู่ ไม่ใช่ NGO หรือมูลนิธิต่างๆ ด้วย แล้วเราจะมีวิธีอย่างไรเพื่อที่จะให้รู้ว่าเรา (บริษัท) กำลังเป็น SBE

1. ยืด รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ให้สามารถจับจ่ายสินค้าได้ถูกลง (Stretch Disposable Income) : SBE เสนอขายสินค้าและบริการในราคาที่ถูกลง

2. ขยาย รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ให้สามารถจับจ่ายสินค้าได้หลากหลายขึ้น (Expand Disposable Income) : SBE เสนอขายสินค้าและบริการที่คนยากจนไม่เคยมีโอกาสได้ใช้มาก่อน

3. “เพิ่ม รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ด้วยการสร้างงานและโอกาสในการหาเงิน (Increase Disposable Income) : SBE เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสังคมที่ยังไม่ค่อยมีองค์กรธุรกิจเข้าไปถึง

– SBE จะสำเร็จได้ ต้องอาศัย เสาหลัก คือ ให้ความรู้แก่กลุ่มตลาดเป้าหมาย สร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและผู้นำท้องถิ่น ร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชน

– การแบ่งส่วนตลาดสำหรับ SBE โดยจะแบ่งส่วนตลาดเชิงจิตวิทยา ออกเป็น กลุ่ม

1. Belivers : ผู้บริโภคที่มีแนวคิดเชิงอนุรักษ์ รักครอบครัวและชุมชน รูปแบบการบริโภคคาดเดาไม่ยาก มีความภักดีต่อแบรนด์สูง

2. Strivers : ผู้บริโภคที่ต้องการให้สังคมยอมรับ มักซื้อสินค้าเลียนแบบคนรวยเพื่อโอ้อวด มุ่งหาความสำเร็จแต่ยังขาดแคลนทุน จึงยังก้าวหน้าได้ไม่มาก

3. Makers : ผู้บริโภคชอบแสดงออกด้วยการทำกิจกรรม ชอบสินค้าที่เน้นการใช้สอยเป็นหลัก (Functional) มากกว่าคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional)

4. Survivors : ผู้บริโภคกลุ่มนี้ทุนน้อยสุด เน้นเฉพาะความจำเป็นพื้นฐาน ระมัดระวังการใช้จ่ายและมองหาสินค้าราคาถูก

– SBE ต้องมุ่งไปที่ชุมชนที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก ชุมชนเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย เพราะชุมชนช่วยกระจายข่าวสาร และการดูแลควบคุมภายในชุมชนทำได้ง่ายกว่า

– สำหรับคนจนแล้ว ราคาหมายรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการได้มาซึ่งสินค้าที่ต้องการ

– การทำธุรกิจกับผู้มีรายได้น้อย จะมีกำไรค่อนข้างต่ำ ดังนั้น โมเดลธุรกิจจึงควรเป็นแบบพื้นฐานใช้ต้นทุนต่ำ การใช้กระบวนการและบริการต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในชุมชนจึงเป้นเรื่องจำเป็น

ใครอยากอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ SBE อีก ไปที่นี่เลยครับ > Social Enterprise (SE) ธุรกิจโดนใจลูกค้าศตวรรษนี้

ตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product Market)

การแบ่งส่วนตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์สีเขียว แบ่งได้เป็น กลุ่ม

1. กลุ่มนำสมัย (Trendsetter)

2. กลุ่มเน้นคุณค่า (Value Seeker)

3. กลุมเทียบมาตรฐาน (Standard Matcher)

4. กลุ่มระแวดระวัง (Cautions Buyer)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำการตลาดสีเขียวได้ที่ ข้อคิดกับการตลาดสีเขียว (Six “Green” Marketing Ideas)

– สรุป

                

สุดท้าย หลัก 10 ประการของการตลาด 3.0

หลัก 10 ประการ ของการตลาด 3.0

บร๊ะ จบสักที เล่นเอา iYom เหนื่อยอีกหนึ่งเล่มเลยสำหรับการทำรีวิว เนื้อหาอาจจะดูแยะไปนิด หวังใจว่าน่าจะอ่านทำความเข้าใจกันได้ไม่ยากนะครับ ซึ่งโดยสรุปแล้ว การตลาด 3.0 จะหนักไปทางด้านการบริหารงานทางด้านการตลาด มากกว่าวิธีการทำการตลาด (How to) โดยหลังจากที่มานั่งทำรีวิว เหลือบไปเห็นโฆษณาของสินค้าต่างๆ ที่เริ่มจะไม่เน้นข้อดีของสินค้าต่อผู้บริโภคด้านเดียวแล้ว แต่ยังจะเน้นไปถึงข้อดีที่สินค้าชิ้นนี้คืนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการตลาด 3.0 เล่มนี้ (ที่ชัดเจนเลยก็คือ ช่อง ที่พักหลังให้ผู้บริโภค ร่วมกันช่วยเหลือสังคมผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้และ เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์)  สำหรับ หนังสือการตลาด 3.0″ ท่าจะบอกว่าเหมาะกับนักการตลาดทุกคน อันนี้คงไม่ต้องพูด เพราะชื่อหนังสือมันก็บอกอยู่แล้ว (เอ๋า แล้วพูดทำไมเนี่ย) แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่นักการตลาด ถ้าอยากจะหาหนังสือการตลาดสักเล่ม ต้องขอแนะนำเล่มนี้ไว้เลยครับ และก็เหมาะมากเช่นกันสำหรับนักลงทุนสาย VI ที่จะต้องซื้อหุ้นของบริษัทที่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน นักลงทุนจึงต้องมีความรู้ในเรื่องการตลาดด้วย จะได้ตรวจสอบได้ว่าเขามีการบริหารงานทางด้านการตลาดที่ทันยุคทันสมุยหรือไม่ (หรือใครเป็นสายเทคนิค จะมาอ่านยามติดดอย ปลอบใจตัวเองไปก่อนก็ได้นะครับ)

 

Posted in หมวดการตลาด | Tagged Nation BooksPhilip Kotlerการตลาด 3.0การตลาดสีเขียว,การตลาดเพื่อสังคมณงลักษณ์ จารุวัฒน์บริหารปัจจัยพื้นฐาน

 

Leave a Comment