รีวิวหนังสือ "คลินิกหุ้นมือใหม่"

Posted by nstoremkt 21/07/2016 0 Comment(s) รีวิวหนังสือ,

คลินิกหุ้นมือใหม่

 

คลินิกหุ้นมือใหม่

หนังสือ “คลินิกหุ้นมือใหม่”

รายละเอียด

ผู้เขียน :  ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

สำนักพิมพ์ : stock2morrow

ราคา : 225 บาท

 

เล่าเรื่องเนื้อหา

สารบัญ

 

ทั้งหมดมีอยู่ 63 บท ซึ่งเท่าที่ดูน่าะมีแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

ส่วนที่ 1 : แนวคิดเพื่อสร้างความมั่งคั่ง

ส่วนที่ 2 : การลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)

ส่วนที่ 3 : การลงทุนแนวเทคนิคอล (Technical)

iYom reviews

ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่า คลินิกหุ้นมือใหม่ ซึ่งน่าจะเหมาะกับมือใหม่ที่อยากจะเข้า เพิ่งเข้า หรือเข้าไปลองของในตลาดแล้ว ที่อาจจะต้องประสบพบเจอปัญหาบางประการว่า เอ่ะ เราจะเริ่มดูอะไร เป็นอะไรดีฟระ เค้าบอกว่าแนว VI ก็ดี๊ดี แนวเทคนิค ก็ได้ไว๊ไว สับสนไปหมด ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับชีวิต หันรี หันขวาง ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าแล้วก็เริ่มติดเชื้อโรคปอดแดง  อาการมึนงง ตาพร่ามัว กระส่ายกระสับ กินไม่ได้นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย บร๊ะสารพัดอาการ (เห็นล่าสุดมีอาการติด ดอ…ย กันเลยทีเดียว) เลยต้องมาเข้า คลินิก รักษาอาการกันสักหน่อย ซึ่งเนื้อหาภายในหนังสือ ก็เหมือนตัวยาที่จ่ายให้เรา เพื่อที่เราจะได้เข้าใจการลงทุนมากขึ้น จะได้ลดอาการปอดแดงลง หรือถ้าเผอิญติดเชื้อเราจะได้มีสติรู้ว่า เราจะทำอย่างไรกับปอดเราต่อไป ซึ่งตัวยาที่เจ้าของคลินิก คือ คุณภาววิทย์จ่ายมา iYom ขอแตกออกมาเป็น 3 ขนาน ว่าแล้วก็ไปลองรับยากันดูสิ่ เผื่อมือใหม่อย่างเราๆ จะได้ฟื้นไข้ขึ้นบ้าง

แนวคิดเพื่อสร้างความมั่งคั่ง

– โอกาสที่เป็นของเรา คือ โอกาสที่เราเริ่มสร้างจากตัวเอง เริ่มจากสิ่งที่เราชอบและทำสิ่งนั้นให้เก่งที่สุด (อาจจะไม่ง่ายที่จะเก่งที่สุดในโลก แต่ไม่ยากถ้าคุณเลือกสิ่งที่คุณชอบ และเก่งที่สุดในจุดนั้น เพราะสิ่งที่คุรทำได้เก่งที่สุด มันสามารถ Leverage และสร้าง Business Model แล้วเปลียนตรงนั้นให้เป็นอาชีพได้)

– การจะเดินทางไปถึงเป้าหมาย ต้องเดินทางไปถูกทิศทาง เพราะถ้าเดินไปผิดทาง ต่อให้คุณขยันและอดทนแค่ไหนก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ

– ความสำเร็จในยุคปัจจุบัน คือ คนที่ให้หรือสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ผ่านสินค้าและบริการอย่างยั่งยืน

– สิ่งที่ว่าด้วย Assets (สินทรัพย์) เครื่องผลิตเงิน ก็คือ Assets อะไรก็ได้ที่มันทำเงินให้เราโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อย เช่น หุ้น แล้วอะไรก็ตาม ที่ถือไว้เฉยๆ แล้วราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว เราเรียกมันว่า “ASSET”

คำถามคือ แล้วอะไรคือ Assets ?

1 ที่ดิน

2 หุ้น > ความผันผวนสูงสุด และก็สร้างความมั่งคั่งได้มากสุดเช่นกัน

3 ทอง

Asset ในโลก มี แบบ

แบบที่ 1 Assets ที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ที่ดิน, บ้าน, คอนโด

แบบที่ 2 Assets ที่มีความเสี่ยงมาก เช่น หุ้น, น้ำมัน, ทอง

(ถามว่าตอนนี้ ตลาดหรือคนคิดยังไง ต้องการอะไร เราก็ลงทุนตรงกันข้ามซะ)

Real Estate Cycle จะแตกต่างกับ cycle ทั่วไป คือ มันขึ้นแล้วนิ่ง (อาจปรับฐานนิดๆ) จากนั้นก็ขึ้นต่อ และขึ้นต่อ ไม่เหมือนธุรกิจทั่วไปที่ขึ้นและลง

– การทำเงินในโลก มี 2 แบบ

แบบ 1 : WORK for MONEY (Earning Income)

แบบ 2 : MONEY WORK for YOU

หลักการ คือ

2.1 ทุกอย่างมี Cycle (Demand &Supply)

2.2 ต้องขาดทุนได้ เพราะมักจะซื้อหุ้นตอนข่าวร้าย Cycle ขาลง ซึ่งซื้อแล้วมักจะลงต่อ จุดตัดสินใจเข้าซื้อ คือ “จุดที่เรารับความเสี่ยงได้” แปลว่า จุดที่เราซื้อแล้วถือหุ้นได้ ไม่ไปขายต่ำกว่าซื้อ

 

everything got cycle

 

– การที่เรามองคนรอบข้าง ไม่ใช่ให้ไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะเมื่อเปรียบเทียบ คุณก็จะเกิดทุกข์ทันที เพราะเวลาเรามองคนอื่น เราจะตัดสินเลยว่าเขาดีหรือเก่งอะไร โดยจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยก็ได้

– มันเป็นความบ้าอย่างสุดโต่ง ที่คุณจะมาสามารถโฟกัสทั้งชีวิต ทำสิ่งที่คุณคลั่งไคล้เพียงสิ่งเดียว โดยไม่เผื่อความเสี่ยงไว้ว่าถ้าสิ่งนั้นไม่สำเร็จ  คุณจะทำอย่างไร?

ประเด็นที่สงสัยไม่ใช่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ แต่ควรจะสงสัยว่าเมื่อไหร่มันจะสำเร็จต่างหาก

– ทำไมชีวิตต้องมีขึ้น มีลง (Cycle) ?

เพราะอะไรที่หยุดอยู่กับที่ ก็เท่ากับตายไง น้ำนิ่งมันเลยเน่า ชีวิตที่นิ่ง มันก็เน่าเหมือนกัน เพราะความสุขมันเกิดจากเราผ่านความทุกข์มานั่นเอง ถ้าชีวิตแย่แสดงว่ามันอยู่ใน Cycle ขาลง ให้ลูกตุ้มมันแกว่งลงให้สุด เด๋วมันก็แกว่งกลับมาดีเอง คิดให้มันถูก ผ่านมันมาให้ได้

โดยแท้จริงความสุขอาจไม่มีอยู่จริง ที่เรานึกว่าสุข เพราะความทุกข์มันหายไปชั่วขณะต่างหาก คนที่วิ่งหาแต่ความสุข มันเลยวิ่งหาในสิ่งที่มันไม่มีอยู่จริง จึงหาไม่เจอไงละ

– CVRR รู้ก่อนการลงทุน

 

CVRR_คลินิกหุ้นมือใหม่

 

C : Cycle  >>  ต้องรู้ Cycle ของทุกสิ่ง (ชีวิตยังมีเลย) ใช้ technicle ในการจับ

V : Value >>  วิเคราะห์พื้นฐานให้เป็น (P/E,BV, %DY, %NP เน้นดูความต่อเนื่อง)

R : Risk    >>  ต้องเข้าใจความเสี่ยงทีตัวเองรับได้ และสิ่งเดียวที่คุณควบคุมได้ก็คือ ความเสี่ยง โดยใช้ RSIช่วยดูสัญญา overbought /oversold

R : Return >> คิดเงินเฟ้อด้วย, “เงินสด” จะเป็นแค่จุดพักเงิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Assets ในช่วง Cycle “ขาลง” เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าในช่วง “ขาขึ้น” ถ้ามัวแต่กอดเงินสดไว้ ก็ลืมคำว่า return ได้เลยนะ

– ตัวเลขไม่ใช่ความรวย ความรวยมันเกิดจากการเปรียบเทียบ ถ้าอยากรวย เราต้องเก่งกว่าคนอื่นในสิ่งที่ทำ

– คนเราจะมีคุณค่า ต้องสร้างหรือทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และถ้าเกิดทำแล้วได้เงินด้วย มันก็คือทางไปสู่ความมั่งคั่งและความสำเร็จนั่นเอง

– การทำสิ่งที่คุณชอบและทำมันให้ดีที่สุด นิ่แหล่ะประตูสู่โอกาสที่คุณสร้างเอง โดยมักใช้เวลาว่างวันละนิดหน่อยมาทำ มาสร้างตามความฝันที่ตัวเองอยากเดิน และค่อยๆ ต่อขยายเพิ่มเติมไปเรื่อย

– การที่จะเป็นคนเก่งได้ คุณจะต้องรู้จักเป็นผู้ให้ก่อน ประเด็นจึงย้อนกลับมาว่า วันนี้คุณให้อะไรแก่คน รอบข้าง หรือสังคมบ้าง?” ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สังคมชี้วัดว่าคนนั้นเก่งหรือไม่เก่งในสายตาของคนอื่น

– คนที่รวย ที่เป็นเจ้าของบริษัท จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย (ใช้เงินบริษัทซื้อ จดให้อยู่ในรูปนิติ) จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ตึกใหญ่โต ยันรถหรู ไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย เพียงแต่มีสิทธิ์ใช้ ประมาณว่า คนรวย “Owner Nothing” แต่ “Control Everything” คนจน “Owner Everything” และ ก็เป็นหนี้หัวบานๆๆ

– ประเภทคนในองค์กร ประเภทที่ 1 : รักความสบาย” ประเภทที่ 2 : รักความก้าวหน้า พวกนี้มีความสุขที่จะได้รู้ว่า วันนี้เขาได้เดินเข้าใกล้เป้าหมายมากเพียงใด ความสุขของเขาอยู่กับการที่ได้รู้ว่า ชีวิตมีการพัฒนา (แต่โคตรเหนื่อยอะ ขอบอก) ดังคำกล่าวที่ว่า

นักปราชญ์ไม่ได้เกิดจากคนที่วุ่นวายในเวลาที่วุ่นวาย แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ว่างของคนที่สงบ

–   ความเป็น ผู้ใหญ่ มันไม่ได้อยู่ที อายุ มันอยู่ที่ ความคิด และ ประสบการณ์” แล้วอะไรคือประสบการณ์ ? ซึ่งมันก็คือ การที่เราเอาความรู้ที่มีไปลองปฏิบัติจริงในชีวิต ซึ่งถ้าทำแล้วเหมาะกับตัวเรา มันจะกลายเป็น ปัญญา

การลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)

- ซื้อหุ้นถูก ต้องแน่ใจว่ามันไม่เจ๊ง นะแหล่ะถึงจะรวย

– สินค้าที่ตั้งราคาต่ำ กับสินค้าที่ตั้งราคาสูง แต่ลดราคาให้ต่ำ มันคนละประเภทกันนะ

– Competitive Advantage ของจีน คือต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งเกิดจากต้นทุนพลังงานที่ต่ำ (ถ่านหิน, นิวเคลียร์) และแรงงานถูกเมือกๆๆ

– ทำไม GDP ถึงเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งๆ ที่ทรัพยากรต่างๆ ใช้แล้วหมดไป ก็เพราะเงินเฟ้อไงเล่า (ลองไปดู GDP แต่ละประเทศ)

– คุณภาพชีวิตที่แบ่งโดย GDP จะมีแต่เฉพาะการยกระดับจากคนที่จนมากมาเป็นคนชั้นกลาง เพราะคุณภาพชีวิตของคนจนและคนชั้นกลางมันต่างกันที่ ความเป็นอยู่ (สาธารณูปโภคและความเป็นอยู่เบื้องต้น) แต่จากคนชั้นกลาง ขึ้นไปถึงคนรวย คุณภาพชีวิตมันแทบไม่ต่าง กัน สิ่งที่ต่างคือ“Accessories (ส่วนประกอบ) ต่างหาก

– ต่างกันมาก ระหว่าง ซื้อใน Cycle ขาลง กับ ซื้อหุ้นในกิจการที่เจ๊ง ฉะนั้น เวลาเราดูข้อมูลพื้นฐานใน set ต้องดูให้ออกว่าตัวเลขแย่ มันเกิดจาก Cycle ขาลง หรือ กิจการกำลังเจ๊งกันแน่

- การอ่านและมองงบ ไม่ใช่อ่านแค่งบ แต่ต้องมองว่าขึ้นหรือลง แล้ว Cycle ธุรกิจเป็นอย่างไร

– มุมมองในภาวะวิกฤต

 

5 มุมมองในภาวะวิกฤต

มุมมอง 1 : เราจะรู้ได้มันทีว่าหุ้นที่เราซื้อมา เราซื้อมาด้วยเหตุผล หรืออารมณ์ ประมาณซื้อตามเค้า แล้วติดดอยซะงั้น

มุมมอง 2 : เราจะรู้ว่าหุ้นที่เราซื้อมามีเจ้ามือแบบไหน

หุ้นใหญ่ (ธนาคาร, พลังงาน) : ต่างชาติ

หุ้นที่ราคาไม่ลง : แสดงว่ารายย่อยถือน้อย เลยไม่ Panic มีเจ้ามือ control นั่นเอง

หุ้นขนาดกลาง (ตกมาก) : รายย่อยมากมาย

มุมมอง 3 : เราจะเห็นว่ามันคือ โอกาสในวิกฤต

มุมมอง 4 : เราจะเห็นว่า จะประสบความสำเร็จได้ ต้องกล้าลงมือทำ ตอนวิกฤตินิ่แหล่ะ กล้าที่จะเอาเงินตัวเองลงไป bet แต่ต้องหาหุ้นที่ fundamental แน่น เทียบเงินปันผลกับดอกเบี้ยธนาคาร

มุมมอง 5 : เราจะได้เรียนรู้ว่า History Repeats itself ประเด็นที่อยากให้เรียนรู้จากวิกฤต คือ คุณได้ออกแบบการลงทุน ให้เตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตและโอกาสหรือเปล่า ซึ่งคนที่สำเร็จ คือ คนที่เรียนรู้จากวิกฤตที่เข้ามาอย่างสมำเสมอ และทำให้ตัวเองอยู่รอดได้นั่นเอง

– SUPPLY ของเงิน

M1 : เงินที่เรานำไปฝาก ธนาคาร

M2 : M1 + เงินที่ธนาคารสร้าง (M1*90%)     {โดย M2 จะมีมากกว่า M1 ประมาณ 9 เท่า}

ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดี ธ. ปล่อยกู้มาก M2 >>> M1 มากๆๆ ซึ่งจะเข้าสู่เงินเฟ้อได้นั่นเอง (ใครสนใจข้อมูล M1 และ M2 ไปดูได้ที่ BOT > ปริมาณเงินและองค์ประกอบ)

 

อัตราผลตอบแทน VI vs Technical

 

 

-หนี้สิน (Debt) บริษัทที่ D/E ต่ำๆ นอกจากจะลดภาระการจ่ายชำระหนี้แล้ว ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมี โอกาสในการกู้ยืมมาเพื่อขยายกิจการเพิ่มเติมได้อีก (แปลว่าราคาหุ้นเพิ่มได้อีก)

-Free Float (%) บริษัทที่มี %FF < 30-40% มีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น (เพราะถ้าเจ้าของอยากจะขายก็จะปั่นหุ้นขึ้นอีก)  อีกทั้งในขณะที่หุ้นยังไม่ปรับเพิ่ม ก็ยัง ได้ %DY (น่าจะสูง เพราะเจ้าของยังอยู่ฝั่งเดียว กับผู้ถือหุ้น)

– Book Value คือ ส่วนของเจ้าของ ซึ่งก็คือ BV =Assets-Debt หมายถึงว่า ถ้าขายกิจการออกไป (ขายสินทรัำพย์ทั้งหมด) แล้วเอาเงินไปใช้หนี้ ที่เหลือก็คือส่วนของเราละ

– ตะแกรงร่อนหุ้น (อีกแย๋ว)

ตะแกรงร่อนหุ้น

 

1. %Net Profit Margin : เอาไปเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม , คู่แข่ง หรือแม้แต่ธุรกิจปะเภทเดียวกันในต่างประเทศ

2. ดูที่ P/E, P/B, D/E,%FF ต่ำๆ และยังมีปันผลสม่ำเสมอ ยังมีโอกาสกู้มาเติบโต

P/E, P/B               >>>        ตลาดไม่ได้ให้ความสนใจมาก คนเล่นน้อย (P/E<10, P/B<2)

D/E                         >>>        มีโอกาสกู้มาใช้ในการเติบโต (มากกว่าการเพิ่มทุน)

%FF                        >>>        เจ้าของถืออยู่มาก (มีโอกาสทำราคาขึ้นเพื่อปล่อยของ)

%DY                       >>>        ช่วงรอก็ยังได้เงิน

- CEO 3 ยุค

CEO 1.0 : “Selfish” ยุคแห่งการกอบโกย ลูกน้องคือเครื่องจักร ลูกค้าคือควาย กรูคือพระเจ้า

CEO 2.0 : “Gift & Take” และความยั่งยืน วางอยู่บน Win-Win ในการบริหารงาน

CEO 3.0 : “Spiritual” จิตวิญญาณ เมตตา สร้างสรรค์ สงบ

การลงทุนแนวเทคนิคอล (Technical)

 

Elliot Wave ในมุม Fundamental

 

- Elliot Wave : ภาพชัดๆ ของตลาด ก็เหมือนกับการขึ้นบันไดเลื่อน แล้วลงลิฟท์ในทุกรอบ

*ซึ่งการปรับฐานจะจบสิ้นได้ (2,4) ราคาต้องทำ New High และพุ่งทะลุทะลวง จนกลายเป็น Wave 3 หรือ 5 นั่นเอง

– จุด Cut Loss มันเป็นจุดที่คุณไม่อยากขาย แต่คุณต้องขายเพราะจำกัดความเสี่ยง — แต่ไอ้จุดฆ่าตัวตาย ที่ทุกคนคิดว่าตัวเอง Cut Loss มันเป็นจุดที่คุณอยากจะขาย เพราะทนไม่ไหว ( ไอ้จุดที่อยากขายเพราะทนไม่ไหว บอกตรงๆนะ มันเป็นจุดที่น่าซื้อด้วยซ้ำ หากหุ้นพื้นฐานดี — )

– RSI (Relative Strength Index) ดูตอนอยากเล่นรอบ คือ เข้าซื้อตอน oversold และขายตอน overbought (ซื้อตอนที่คนขายมาก และขายตอนที่คนซื้อมาก) โดยต้องลากเส้น trend line โดยเส้นที่ทำเงินได้ ต้องลากแล้วแบ่งระหว่าง uptrend และ downtrend

– Trend ขาขึ้น :

 

Upper Trend

 

รู้อย่างไรว่ามันขึ้น ? : ต้องรอมันลงก่อน แล้วถ้ามันขึ้นทำ new high ก็แปลว่าขึ้น, อย่าไปรับตอนลง ทางที่ดีคือ ซื้อเมื่อมันลงไปสุด แล้วเด้งขึ้นก่อน

แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเด้งขึ้นมา มันเป็นขาขึ้น ? : เอา Trend line วางไว้ที่ New high เดิม ถ้าราคาสามารถ Break Trend Line ได้ แสงว่ามันเป็นขาขึ้นนะจ๊ะ

– Trend ขาลง

 

Lower Trend

 

รู้อย่างไรว่ามันลง ? : ก็คือมันลงแล้วยังไม่ขึ้น (อย่าเพิ่งซื้อตอนมันลงแรงนะ เด็วมีดจะตัดนิ้วนะ ไม่ใช่แค่บาด) รอจนมันเด้งขึ้น

แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเด้งขึ้นมา มันจะขึ้นจริงหรือลงต่อ ? วาง Trend Line ไว้ที่จุด Low เดิมก่อนหน้า

> ถ้ามันเด้งขึ้นมาแล้วลง แต่ไม่ทำ new low (ไม่ทะลุ trend line) แปลได้ว่า trend ขาลงน่าจะจบ

> ถ้ามันเด้งขึ้นมาแล้วลง ทำ new low (ทะลุ trend line) แปลได้ว่า มันจะลงลึกอีก ห้ามซื้อนะ

– Let Profit Run เค้าทำกันอย่างไร (ฟระ)

1. ถ้าราคาวิ่งเหนือเส้นค่าเฉลี่ย แปลว่า หุ้นยังขาขึ้น วิ่งใต้ก็ขาลง

2. หาจุดออกไว (ใช้เส้นสั้น) อาจขายหมู

3. แท่งที่หลุด MA นั่นแหล่ะ คือจุดออก

– วางจุด Stop Loss

แบบ 1 : คิดเป็น % จากราคาที่ซื้อ (5-10%)

แบบ 2 : วาง Trend line โดยใช้จุด Low ก่อนหน้า

แบบ 3 : ใช้เส้น MA (หรือ EMA) ถ้าหลุดก็ต้อง Cut loss

ถ้ารอบขึ้นชันมาก หรือขึ้นแรงให้ใช้ EMA สั้น  : EMA (10)

ถ้ารอบค่อยๆ ขึ้นไม่แกว่งมาก แนวโน้มขึ้นใหญ่ ใช้ EMA ยาว : EMA (50)

 

เทคนิคอล

 

สำหรับ “คลินิกหุ้นมือใหม่” เนื้อหาโดยรวมอาจจะไม่หนักมากมาย แต่น่าจะเน้นไปที่ความเชื่อมโยง แนวคิดการลงทุนกับวิธีการลงทุนทั้งแนว VI และแนวเทคนิคอล เพื่อให้นักลงทุนมือใหม่ได้เห็นภาพว่าตัวเองจะลงทุนแบบไหนดีหน๊อ ส่วนตัว ถึงแม้จะอยู่ในตลาดหุ้นมาก็สัก เอ่อ ไม่อยากบอกเลย บอกปุ๋บ แก่ปั๊บ ฮ่าฮ่า เอาเป็นว่าสัก 7-8 ปี เป็นมาหมดแหล่ะทั้งเม่า ทั้ง VI ตอนนี้ก็ศึกษาเทคนิคอลอยู่ เอาไว้มาประกอบในการดูหุ้นที่เราสนใจ สิ่งที่อยากจะย้ำก็คือ มันคงไม่มีทางไหนที่ดีที่สุด เราคงต้องเรียนรู้และรู้จักผสมผสานในหลายเรื่องๆ เข้าด้วยกัน แต่แค่เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ก็พอ เอ่ะ บ่นไปไหนแล้วละเนี่ยะ เอาเป็นว่า หนังสือเล่มนี้่ เหมาะกับมือใหม่ทุกท่านครับ อ่านสนุกตามแบบฉบับของคุณภาววิทย์เขา ที่มีลีลาการเขียนเรื่องเครียดๆ ให้ออกแนวสนุกสนานและเข้าใจง่ายๆ ไว้มีโอกาสจะมาทำรีวิว ซีรีย์ชุดแกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน ซึ่งเป็นงานเขียนเล่มแรกของคุณภาววิทย์ คอยติดตามกันนะครับ

Posted in หมวดการลงทุน | Tagged stock2morrowการบริหารเงินจิตวิทยาปัจจัยพื้นฐานภาววิทย์ กลิ่นประทุมลงทุนวีไอหุ้นเทคนิคอลเล่นหุ้น

Leave a Comment