รีวิวหนังสือ "ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน"

Posted by nstoremkt 25/07/2016 0 Comment(s) รีวิวหนังสือ,

ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

 

ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน-1024x768.jpg

หนังสือ “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน”

Secrets of the Millionaire Mind

รายละเอียด

ผู้เขียน : T. Harv Eker

ผู้แปล : พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ, บุญศรี ศรีบุญรัตนชัย

สำนักพิมพ์ : welearn

ราคา : 169 บาท

เล่าเรื่องเนื้อหา

เนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็นสองส่วน

ส่วนที่ 1 แผนผังการเงินของคุณ

ส่วนที่ 2 เปิดแฟ้มข้อมูลแห่งความมั่งคั่ง : 17 ความต่างวิธีคิดและการกระทำระหว่างคนรวยกับคนจนและชนชั้นกลาง (ไว้ไปไล่ดูทีละข้อในรีวิวเลยครับ)

iYom reviews

“ปัจจัยสำคัญที่สุดที่เป็นตัวลิขิตความสำเร็จทางการเงินคือ วิธีคิดของตัวเราเอง”

หลักแห่งความมั่งคั่ง

 

ได้ยินแบบนี้หลายคนจะรู้สึกทันทีว่าหนังสือเล่มนี้ น่าจะมีกลิ่นอายของหนังสือแนว How to ในการพัฒนาตนเอง ประเภทแบบว่าสะกดจิตตัวเอง พูดคนเดียวหน้ากระจก ตะโกนย้ำในหัวว่า “ฉันทำได้ ฉันทำได้ ฉันทำได้” ก่อนหน้า iYom เคยอ่านหนังสือพวกนี้ ตอนอ่านก็ดูมีพลังดีนะ อ่านจบแง๋มก็ลืมหมดแหล่ะ กลับไปเป็นคนเดิม (ฮ่า ฮ๋า)  พักหลังมาเลยไม่ค่อยหยิบจับหนังสือแนวนี้มาอ่านสักเท่าไหร่ (คิดในใจ โธ้…มันจะได้ผลอะไร) ที่จริงหนังสือเล่มนี้ออกมาตั้งนานแล้วแหล่ะ แต่เพิ่งไปสอยมาเมื่อสัปดาห์หนังสือครั้งที่แล้ว ไม่รู้อะไรดลใจ (สงสัยจะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านกับเขาแล้วกระมั่ง) แต่หลังจากได้อ่านไปสักพัก อืม..เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง (เวอร์..ละ) สิ่งที่ชอบก็คือ คุณ T. Harv Eker เขายกตัวอย่างอธิบายเรื่องราวที่เล่าผ่านแต่ละบท (ที่เขาเรียกว่าแฟ้ม) ได้เห็นภาพ แถมบางครั้งก็ออกแนวฮาอีกต่างหาก และที่สำคัญ คุณ T. Harv Eker เค้าเล่าถึงที่มาที่ไปของความคิด ทัศนคติของเราที่มีต่อเงิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแต่ละคนจะมีบ่อเกิดคล้ายๆ กัน ทำให้เราเข้าใจความเป็นมาของเรา และเหตุใดเราถึงจะต้องเปลียนวิธีคิดของตัวเอง ถ้าอยากเป็นเศรษฐี อ่านแล้วก็แอบเคลิบเคลิ้มคล้อยตาม ประหนึ่งว่าจะกลายเป็นคนรวยซะงั้น ว่าแล้วใครยังไม่เชื่อลองไปอ่านรีวิวที่ iYom ทำไว้ พร้อมทั้งคำพููดโดนๆ เด็ดๆ จากในหนังสือเล่มนี่กันดูนะครับ แล้วจะรู้ว่า เรื่องนี้ริวจะไม่ยุ่ง… (เอ่ะ คนละเรื่องละ)

ส่วนที่ 1 แผนผังการเงินของคุณ

คุณมีแผนผังการเงินเป็นอย่างไร ? หลายคนยังไม่รู้เลยว่าอะไรคือแผนผังการเงิน นึกในใจฉันมีด้วยหรอ คุณ T. Harv Eker เค้าว่าไว้ว่าเรามีกันทุกคนแหล่ะครับ แผนผังการเงินที่จริงมันก็ ทัศนคติที่เรามีต่อเงิน นั่นเอง

แล้วแผนผังการเงินของเราเกิดมาได้อย่างไรละ ???

– แผนผังการเงินของคุณประกอบด้วยข้อมูลที่ผ่าน “การตั้งโปรแกรม” มาตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก

– ความคิดของคุณมากจากไหน ? ทำไมเราถึงคิดแตกต่างจากคนรอบข้าง ?

ความคิดของคุณมาจาก “แฟ้มข้อมูล” ที่บรรจุไว้ในตู้เก็บแฟ้มในสมองของคุณ แล้วข้อมูลมากจากไหนละ ? มันมาจากการถูกตั้งโปรแกรมในอดีต เหตุการณ์ในอดีตกำหนดทุกความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวคุณ

ผังการเงินของคุณ

สามปัจจัยที่กำหนดเงื่อนไขในชีวิตของเรา (การตั้งโปรแกรมของเราขึ้นกับ)

1. การตั้งโปรแกรมด้วยคำพูด : คุณได้ยินอะไรตอนที่คุณเป็นเด็ก ? ทุกประโยคเกี่ยวกับเงินที่คุณเคยได้ยินตอนเด็กๆ จะติดอยู่ในจิตใต้สำนึก และกลายเป็นแผนผังที่กำหนดชะตาชีวิตด้านการเงินของคุณในปัจจุบัน

2. ต้นแบบ : คุณเห็นอะไรตอนที่คุณเป็นเด็ก ? โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะคิดเห็นในเรื่องเงินเหมือนกับผู้ปกครองของเราคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนผสมกัน

3. เหตุการณ์ฝังใจ : คุณมีประสบการณ์อะไรตอนที่คุณเป็นเด็ก ?

หลักแห่งความมั่งคั่ง 2

 

- คุณสามารถหาความรู้และทักษะทุกอย่างบนโลกใบนี้ใส่ตัวได้ แต่ถ้า “แผนผัง” ของคุณไม่ได้ถูกกำหนดไว้เพื่อความสำเร็จ คุณก็จะหนีไม่พ้นหายนะทางการเงินในที่สุด

– การทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องเงิน ไม่ใช่ตัวเงินเอง แต่เป็นความไม่ลงรอยของ “แผนผังทางการเงิน” คุณต้องเข้าใจแผนผังการเงินของอีกฝ่าย เราก็สามารถหาข้อตกลงที่เหมาะสมกับทั้งคู่ได้

– คุณจะบอกได้อย่างไรว่าแผนผังการเงินของคุณถูกตั้งไว้ที่เท่าไหร่? ง่ายที่สุดคือให้ดูที่ผลลัพธ์ ดูตัวเลขในบัญชีธนาคารของคุณ

– แล้วทำไมแผนผังการเงินของคุณถึงสำคัญนัก ? เพราะแผนผังการเงินของคุณก็เหมือน “กล่องเครื่องมือ” คุณอาจจะพัฒนาความรู้ทางด้านธุรกิจ การตลาด การขาย การเงิน การลงทุน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “เครื่องมือ” แต่ถ้าท้ายสุด กล่องเครื่องมือของคุณ ไม่ใหญ่และแข็งแรงพอที่จะใส่และเก็บรักษาเงินจำนวนมากๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์

ข้อคิดดีๆ จากหนังสือในส่วนแรก

–  ถ้าคุณยังทำได้ไม่ดีเท่าที่หวัง นั่นหมายความว่ามีบางอย่างที่คุณยังไม่รู้

– “สิ่งที่ขัดขวางเราจากความสำเร็จไม่ใช่ความไม่รู้หรอก…ความรู้มากแต่ไม่รู้จริงต่างหากที่เป็นอุปสรรค” จอช บิลลิงส์

หลักแห่งความมั่งคั่ง

 

- สิ่งสำคัญคือ คุณต้องมองให้เห็นว่าวิธีคิดและการกระทำที่ผ่านมาของคุณ ส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของคุณในปัจจุบันอย่างไร ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม คุณก็ต้องเต็มใจยอมปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต (ประมาณว่า มันเป็นเรื่องที่โง่มากที่จะทำอะไรเหมือนเดิม แล้วจะหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง)

– แค่การอยู่ถูกที่ถุกเวลา มันไม่พอหรอก คุณต้องเป็นคนที่เหมาะสมกับเวลาและสถานที่เหล่านั้นด้วย (โอกาสมีไว้สำหรับคนเตรียมพร้อมเท่านั้น Opportunity fevers the prepared mind)

– สิ่งที่คุณได้ยิน คุณจะลืม สิ่งที่คุณได้เห็น คุณจะจำ สิ่งที่คุณได้ทำ คุณจะเข้าใจ

– พลังของความตั้งใจ : ถ้าคุณตั้งใจที่จะเก็บเงินไว้ใช้ในยามตกอับ สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนคืออะไร ? คุณก็จะตกอับนะสิ คุณน่าจะตั้งใจที่จะเก็บเงินไว้ใช้ในวันเวลาแห่งความสุข หรือวันที่คุณจะมีอิสรภาพทางการเงิน และตามกฏที่ว่าไว้ด้วยพลังแห่งความตั้งใจ คุณก็จะได้รับสิ่งนั้น

– โดยมากแล้วเราดำเนินชีวิตไปราวกับหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ตั้งแต่ในอดีตและนิสัยติดตัวมา ตรงนี้เองที่การตั้งสติมีบทบาทสำคัญมาก การตั้งสติคือ การสังเกตุความคิดและการกระทำของตัวเราเอง เพื่อให้สามารถเลือกทางที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แทนที่จะถูกขับเคลื่อนโดยโปรแกรมที่ตั้งไว้ในอดีต

* อ่านข้อความนี้แล้วทำให้นึกถึงหนังสือ เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล (The Upside of Irrationality)  ได้สรุปสุดท้ายเอาไว้เช่นกันว่า ถ้าเราเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและทดสอบความเชื่อของตัวเอง เราอาจจะค้นพบวิธีเพื่อปรับปรุงชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้

ส่วนที่ 2 เปิดแฟ้มข้อมูลแห่งความมั่งคั่ง

ทำไมต้องเป็นแฟ้มด้วยละ ?

คุณ T. Harv Eker  เค้าบอกว่า ทุกข้อมูลที่ผ่านเข้ามาในหัวคุณจะถูกติดป้่าย และเก็บไว้ในแฟ้มเพื่อให้ง่ายต่อการนำกลับมาใช้ใหม่และช่วยให้คุณอยู่รอด ย้ำว่าแค่ “อยู่รอด” แต่ไม่ได้จะช่วยให้คุณ “ก้าวหน้า” นะ

ถ้าแฟ้มข้อมูลในสารบบของคุณไม่เอื้อต่อความสำเร็จด้านการเงิน คุณก็จะไม่มีทางเลือกอื่น การตัดสินใจจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ เป็นไปตามธรรมชาติและมีเหตุผลที่สุดสำหรับคุณ แต่ท้ายที่สุด มันจะนำคุณไปสู่หายนะทางการเงิน

แล้วจะทำอย่างไรละ ?

ขอให้คุณเต็มใจปล่อยวางวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมของคุณ เพราะวิถีทางของคุณนำคุณมาสู่จุดที่คุณยืนอยู่ในเวลานี้ ถ้าคุณอยากเป็นแบบเดิม ก็จงดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ต่อไปเถอะ แต่ถ้าคุณยังไม่รวย (หรือมีเป้าหมายสูงกว่านี้) บางทีนิ่อาจถึงเวลาทีี่คุณต้องพิจารณาทางเลือกใหม่

แล้วทางเลือกใหม่คืออะไร ? ก็นิ่ไง “17 แฟ้มข้อมูลแห่งความมั่งคั่ง เราไปเริ่มกันเลยดีกว่า

แฟ้มที่ 1 : คนรวยเชื่อว่า ฉันกุมชะตาชีวิตของตนเอง คนจนเชื่อ ฉันถูกลิขิตให้เป็นแบบนั้น

ถ้าคุณมักจะทำสามสิ่งเหล่านี้ แสดงว่าคุณมักเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำเสมอ เป็นที่มาของการเชื่อว่า ฉันถูกลิขิตให้เป็นแบบนั้น

เราเป็นแบบนี้ไหมหว่า

 

1. นักกล่าวโทษ

2. นักแก้ตัว

3. นักบ่น : การบ่นเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดที่คุณจะทำต่อสุขภาพหรือฐานะ เพราะเมื่อคุณบ่น คุณจะเพ่งความสนใจไปยังเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต และเนื่องจากคุณจะได้ในสิ่งที่คุณให้ความสนใจ คุณก็จะได้รับเรื่องร้ายๆ ในชีวิตมากขึ้นไปอีก

การกล่าวโทษ การแก้ตัวและการบ่น ก็เหมือนยาแก้ปวด มันเป็นเครื่องมือลดความเครียดและบรรเทาความกดดันจากความล้มเหลวเท่านั้น

– ข้อดีของการเป็นผู้ถูกกระทำ คืออะไรละ ? ก็คือ เป็นที่ “สนใจ” นั่นเอง สาเหตุที่เราชอบเรียกร้องความสนใจก็เพราะเราเข้าใจคำว่า “ความสนใจ” ผิดไป เรามักจะสับสนระหว่างความสนใจกับความรัก เพราะถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือความสนใจ ชีวิตของคุณก็อยู่ในกำมือคนอื่น คนประเภทนี้มักลงเอยด้วยการเป็น “ผู้เอาใจคนอื่น” เรียกหาการยอมรับจากใครๆ

– ลองสังเกตุตัวเองดูนะว่า ถ้าคุณรู้สึกต้องตาหรือ กำลังตกหลุมรักใคร เพราะ  “รักในสิ่งที่เขาทำเพื่อคุณ” ดังนั้นความสัมพันธ์จึงกลายเป็นเรื่องของตัวคุณเอง ไ่ม่ใช่เรื่องของเขาและก็ไม่ใช่เรื่องของคุณทั้งสองคน

แฟ้มที่ 2 : คนรวยเล่นเกมส์การเงินเพื่อเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้

– ถ้าเป้าหมายของคุณคือการมีฐานะพออยู่ได้อย่างสบาย เป็นไปได้มากที่คุณจะไม่มีทางร่ำรวย แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือความร่ำรวย คุณจะลงเอยอย่างสุขสบายมากทีเดียว

– ถ้าคุณอยากรวย เป้าหมายของคุณต้องเป็นความร่ำรวย ไม่ใช่แค่มีเงินพอจ่ายใบแจ้งหนี้ และไม่ใช่แค่พออยู่ได้สบาย ความรวยก็คือ ความรวย

* อ่านบทนี้แล้ว iYom ฮาตรงที่ คุณ T. Harv Eker ยกตัวอย่างการเลือกสั่งอาหาร โดยดูที่ราคาเป็นหลักซึ่งท้ายที่สุด มักจะลงเอยด้วยการสั่งเมนูซ้ำๆ เดิมๆ ประเภทไม่เนื้อไก่ ก็เนื้อหมูนั่นเอง (ถึงว่าทำไมตรูมักได้กินแต่เมนูเดิมๆ แว๊) แล้วจะมีราคาอีกประเภทหนึ่งที่จะเป็นภัยคุกคามต่อกระเป๋าตังค์ของเรามากทีเดียว ก็คือ ราคาตามน้ำหนัก (ฟังแล้วมันน่ากลัว พิลึก ฮ่าฮ๋า)

แฟ้มที่ 3 : คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย

– เหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร คนรวยรู้อย่างแน่ชัดว่าตัวเองต้องการความมั่งคั่ง ไม่โลเลไปมา มุ่งมั่นเต็มที่ที่จะสร้างฐานะ ตราบใดที่มันถูกกฏหมาย ถูกศีลธรรม และถูกจรรยาบรรณ ทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำเพื่อความร่ำรวย

– ความอยากมีอยู่สามระดับ

ระดับแรก คือ ความอยากแบบ “ฉันอยากรวย” : ประเภทฉันจะขว้ามันไว้เมื่อมันตกลงมาใส่หน้าฉัน ซึ่งความอยากอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะความอยากไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ “การมี” เสมอไป และลองสังเกตุนะว่า ความอยากโดยไม่ได้มันมา จะนำไปสู่ความอยากมากยิ่งขึ้น และเราจะอยากจนติดเป็นนิสัย และนำไปสู่วังวนความอยากได้อยากมี อย่างไม่มีจุดจบ

ระดับสอง คือ “ฉันเลือกที่จะรวย” : การเลือกมอบพลังที่รุนแรงกว่ามาก เปรียบได้กับความรับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์ชีวิตของตัวคุณเอง แต่ยังไม่ถึงที่สุดนะ

ระดับสาม คือ “ฉันมุ่งมั่นที่จะเป็นคนรวย” : พลังของความมุ่งมั่น คือ การทุ่มเทแบบไม่ยั้ง เต็มใจทำทุกอย่างที่ต้องทำด้วยเวลาทั้งหมดที่มีเพื่อความรวย

– คนส่วนใหญ่ที่มักไม่ประสบความสำเร็จด้านการเงิน เพราะพวกเขามักจะมีเงื่อนไขร้อยแปดประการมาจำกัดว่าพวกเขาจะยอมทำและไม่ทำอะไรเพื่อความสำเร็จ

แฟ้มที่ 4 : คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก

– ปัจจัยที่บ่งบอกมูลค่าของคุณในท้องตลาดมี 4 ประการ คือ อุปสงค์ อุปทาน คุณภาพ และปริมาณ ซึ่งปัจจัยที่เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของคนส่วนใหญ่ คือ ปริมาณ หมายถึง คุณสามารถให้บริการหรือสร้างผลกระทบกับจำนวนคนได้มากแค่ไหน

– คนส่วนใหญ่เลือกที่จะคิดอะไรเล็กๆ เพราะความกลัว และรู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อย ตัวเองไม่มีคุณค่าพอ

– คนส่วนใหญ่หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเองจนทุกๆ อย่างมีแต่เรื่องของฉัน ฉัน และฉัน แต่ถ้าคุณอยากร่ำรวยในความหมายที่แท้จริง มันจะไม่ใช่เรื่องของคุณเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่มันรวมถึงการมอบคุณค่าให้กับชีิวิตของผู้อื่นด้วย

– หนึ่งในภารกิจแห่งชีวิตของคุณ คือ การแบ่งปันพรสวรรค์และคุณค่าของคุณให้ผู้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายถึงการเต็มใจที่จะคิดการใหญ่

– ผู้ประกอบการ  คือ ผู้แสวงหาผลกำไรจากการช่วยคนอื่นแก้ปัญหา

* ซึ่งหนังสือ น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 (What I wish i knew when i was 20) ให้ความหมายของ ผู้ประกอบการไว้ คือ คนที่คอยมองหาปัญหาที่สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ แล้วคิดว่าวิธีการที่สร้างสรรค์ เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

* แต่ก่อน iYom มักจะได้ยินเหมือนกันว่าอยากทำอะไรให้รวยๆ ให้เราคิดการใหญ่เข้าไว้ ไอ้เราก็งง คิดการใหญ่ มันคิดยังไงหว่า สร้างอะไรที่มันใหญ่ๆ หรือไง ที่แท้มันหมายถึงการที่เราพยามยามเอาความสามารถของเรา คุณค่าของเรา ไปแก้ปัญหาให้คนส่วนใหญ่ได้นั่นเอง (แต่ปัฯหามันอยู่ที่ เรามีความสามารถอะไรหว่า?)

แฟ้มที่ 5 : คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค

– คนจนตัดสินใจโดยยึดติดกับความกลัว ในทุกสถานการณ์สมองของพวกเขาจะเฟ้นหาแต่ข้อผิดพลาด ความคิดหลักๆ ของพวกเขาคือ “แล้วถ้ามันไม่ได้ผลละ?” หรือ “มันไม่ได้ผลหรอก”

– คนจนเชื่อว่าถ้าสิ่งต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คิด นั่นคือ “หายนะ”

– คนรวย คิดว่า “มันต้องได้ผลแน่ เพราะฉันจะทำให้มันได้ผล” หากมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นพวกเขาก็สามารถหาวิธีอื่นๆ มาทดแทนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ

– คนรวย ยินดีเสี่ยง แต่ไม่ได้หมายความถึงการเต็มใจจะสูญเสียเสมอไป แต่จะเสี่ยงโดยทำการศึกษาไว้ก่อน

– โชค อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความร่ำรวยหรือความสำเร็จ แต่ไม่มีทางที่โชค หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลงมือทำการใดๆ

– คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาไม่้ต้องการ ซึ่งกฏครอบจักรวาลว่าไว้ว่า “สิ่งที่คุณให้ความสนใจจะยิ่งเพิ่มขยายผล” คนรวยจะมักได้รับแต่โอกาส ส่วนคนจนจึงได้รับแต่อุปสรรค

– การเล็งความสนใจไปที่โอกาส ไม่ใช่การมองข้ามปัญหาที่เกิดขึ้น คุณแค่จัดการกับปัญหาทันทีที่มันเกิดขึ้น แล้วรีบปรับทิศทางเสียใหม่ แต่อย่าใช้เวลาทั้งชีวิตเฝ้าดับไฟ คุณควรใช้เวลาและพลังไปกับการคิดและลงมือทำ เพื่อก้าวไปข้างหน้า

– คนจนไม่เชื่อมั่นในตัวเองหรือความสามารถของตน ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าจะต้องรู้ทุกๆ อย่างล่วงหน้า ซึ่งมันเป็นเรื่องเหลวไหลถ้าจะคิดว่าคุณสามารถล่วงรู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันเป็นเรื่องหลอกลวงถ้าจะเชื่อว่าคุณสามารถเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าและป้องกันตนเองได้ ชีวิตมันไม่ได้ดำเนินเป็นเส้นตรงนะ มันเคลื่อนที่เหมือนสายน้ำที่คดเคี้ยว

แฟ้มที่ 6 : คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้รำ่รวยและประสบความสำเร็จ

หลักแห่งความมั่งคั่ง

– ความคิดและความเห็น ไม่มีดีหรือเลว ไม่มีถูกหรือผิดหรอกเมื่อมันผุดขึ้นในหัวคุณ แต่มันสามารถส่งเสริมหรือบั่นทอนพลังที่จะนำคุณไปสู่ความสุขและความสำเร็จได้

– เมื่อคุณเห็นคนรวยหรือคนประสบความสำเร็จ เชื่อเถอะว่า ความคิดเห็นของคุณไม่ได้ส่งผลอะไรต่อความสุขหรือความร่ำรวยของเขา แต่มันส่งผลอย่างยิ่งต่อความสุขและความรำ่รวยของคุณเองต่างหาก

– แท้จริงแล้วเงินคืออำนาจ และคุณควรมีความทะเยอทะยานในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง คุณควรมีเงิน เพราะถ้ามีเงิน คุณสามารถสร้างสรรค์ความดีได้มากกว่าเมื่อคุณไม่มีเงิน

– ในบรรดาคุณสมบัติที่จำเป็นต้องการสร้างฐานะอันมั่งคั่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้อื่นมีต่อคุณ นับเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ

– คุณสมบัติของผู้ประสบความสำเร็จ คือ มองโลกในแง่บวก เชื่อถือได้ มีสมาธิ มุ่งมั่น อดทน ขยัน กระตือรือร้น เข้ากับคนง่าย มีความสามารถในการสื่อสาร ฉลาดพอประมาณ และมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งเป็นอย่างน้อย (จะสำเร็จกับเค้าไหมฟร่ะเนี่ยะ มากมายจริงๆ เล้ย)

แฟ้มที่ 7 : คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ

– คนที่ประสบความสำเร็จ จะมองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นเครื่องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง

– การเรียนรู้ว่าคนรวยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเล่นเกมอย่างไร เป้าหมายก็คือการนำกลยุทธ์ทั้งภายใน (วิธีคิด) และภายนอก (วิธีปฏิบัติ) ของพวกเขามาเป็นแบบอย่าง

– ถ้าคุณเิริ่มตัดสิน วิพากษ์ วิจารณ์ และทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับสิ่งที่พวกเขาเป็นและทำ คุณเองก็ไม่ต่างอะไรจากพวกเขา

– ทำไมคนมักคลุกคลีอยู่กับผู้แพ้ เพราะมันเป็นเรื่องของความสบายใจ คนรวยสบายใจที่ได้คบหากับผู้ที่ประสบความสำเ็ร็จ พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่อยู่ร่วมกันนั้นมีคุณค่า แต่คนจนจะรู้สึกอึดอัด พวกเขากลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับหรือไม่ก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง ดังนั้น เพื่อปกป้องตัวเอง พวกเขาจึงเลือกที่จะตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ

แฟ้มที่ 8 : คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ

– คุณจะสร้างรายได้จำนวนมหาศาลได้อย่างไรถ้าคุณไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวคุณ ผลิตภัณฑ์ของคุณหรือบริการของคุณมีอยู่ในท้องตลาด

– ทำไมคนเราถึงมีอคติกับการขาย หรือการโปรโมทตัวเองกันหนักละ

1. คุณอาจเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับ คนที่พยายามขาย (ยัดเยียดขาย) สินค้าให้คุณอย่างไม่เหมาะสมและไม่ถูกกาลเทศะ

2. ประสบการณ์ที่บั่นทอนกำลังใจคุณอย่างรุนแรง เมื่อคุณพยายามขายอะไรก็ตามให้ใครสักคน แล้วถูกปฏิเสธ จนคุณรู้สึกกลัวการถูกปฏิเสธ เพราะนั้นหมายถึงความล้มเหลว

3. การอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก ที่เรามักถูกสอนมาว่า “การยกหางตัวเอง” เป็นเรื่องไม่สมควร

– คนรวยยินดีเชิดชูคุณความดีและคุณค่าของตัวเองให้ใครก็ตามที่อยากฟังและหวังว่าจะได้ทำธุรกิจร่วมกับพวกเขา

– ถ้าคุณเป็นประเภทหลงตัวเอง และมีความคิดที่ว่า “ฉันนิ่พิเศษไม่หยอกนะ ว่ามั๋ย?” ซึ่งคนที่มีทัศนคติเช่นนี้จะรู้สึกว่าถ้าคนอื่นอยากได้ในสิ่งที่คุณมี พวกเขาก็น่าจะค้นหาและเป็นฝ่ายเข้ามาหาคุณเอง คนที่เชื่อแบบนี้ถ้าไม่สิ้นเนื้อประดาตัวไปแล้วก็คงจะถังแตกในไม่ช้าอย่างแน่นอน

– คนรวยส่วนใหญ่มักเป็นนักโปรโมทตัวยง พวกเขาเต็มใจและสามารถโปรโมทสินค้า บริการ และไอเดียของตนด้วยความกระตือลือล้นและมีไฟอย่างแรงกล้า และยังสามารถนำเสนอคุณค่าของตัวเองด้วยวิธีที่แสนดึงดูดใจ

– ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณมีสามารถช่วยคนอื่นได้อย่างแท้จริงหน้าที่ของคุณก็คือ การบอกให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รับรู้ และวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น แต่คุณยังจะร่ำรายอีกด้วย

แฟ้มที่ 9 : คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่

หลักแห่งความมั่งคั่ง- ขนาดของปัญหาไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญ คือ ขนาด “ใจ” ของตัวคุณเองต่างหาก

– ถ้าคุณอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร จงเลิกให้ความสำคัญกับขนาดของปัญหา แล้วหันมาให้ความสำคัญกับขนาดของตัวคุณเองแทน

– การสร้างฐานะ และ การรักษาระดับความมั่งคั่ง มันเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ? การสร้างฐานะ มันก็คือการที่คุณทำอะไรแล้วประสบสำเร็จ สามารถหาเงินได้มากมาย แต่การรักษาระดับความมั่งคั่ง มันก็คือการรักษาเงินนั้นไว้ แล้วรู้จักนำไปต่อยอดนั่นเอง ซึ่งมันก็คือ “กล่องเครื่องมือ” ของคุณนั่นเอง

– ถ้าตัวคุณเป็นภาชนะบรรจุความมังคั่ง ถ้าภาชนะของคุณเล็กแต่คุณมีเงินเยอะ อะไรจะเกิดขึ้นเงินก็จะหายไปจนเหลือเท่าขนาดภาชนะของคุณเท่านั้น (คงจะประมาณ สามล้อถูกหวย) คุณจะมีเงินมากกว่าความจุของภาชนะไม่ได้หรอก ดังนั้นคุณต้องขยายขนาดของภาชนะให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเก็บเงินให้มากขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งอีกด้วย ถ้าคุณขยายภาชนะใส่เงินใหญ่ขึ้นๆ เงินก็จะไหลมาเทมาเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ยังว่างอยู่นั่นเอง (ภาชนะ น่าจะหมายถึง กล่องเครื่องมือ)

– ในแต่ละช่วงเวลา เราจะสามารถให้ความสนใจกับเรื่องใด เรื่องหนึ่งได้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าคุณไม่คร่ำครวญแต่เรื่องปัญหา คุณก็สามารคคิดหาทางแก้ไขมันได้

* แฟ้มนี้ iYom ได้มาลองคิด ทบทวนดูตัวเองบ้างว่าเราเป็นคนมองปัญหาใหญ่หรือเล็ก บางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอันไหนใหญ่หรือเล็ก มันวัดกันที่ความทุกข์ใจหรือเปล่า ปัญหาที่จริงมันมีทางแก้อยู่แล้ว แต่บางครั้งสังเกตุจากตัวเองว่าทำไมบางปัญหารู้สึกหนักหนามากมาย ทั้งๆที่ เราก็มีทางแก้ให้มันไปแล้วในเบื้องต้น แต่สิ่งที่ทำให้มันใหญ่ มันหนัก คงอยู่ที่ความ คร่ำครวญของเราเอง ประเภทว่า ไม่อยากได้ทางแก้แบบนี้วะ เพราะแก้แล้วอาจจะเกิดแบบนั้น แบบนี้ คิดไปคิดมาจนแก้ไม่ไหว จากนั้นจะเริ่มดราม่ามากขึ้นละ เฮ้ย…ไมมันต้องมาเกิดกับตรูด้วย เท่านั้นไม่พอเราก็จะเริ่มเปรียบเทียบมองสอดส่ายไปรอบตัวละ ชิ…ดูไอ้นั่นดิ่มันช่างแลดูสบาย สุขใจจริงนะเออ ไม่ต้องมาเจอแบบตรูเนี่ยะ แล้วก็อะไรอีกหลายๆ อย่างที่เราจะคร่ำครวญได้ ทำให้ปัญหานั้นมันจึงดูหนักหนาสาหัสนั่นเอง อย่างที่เขาว่าไว้แหล่ะว่า เราควรจะมีสติกับการใช้ชีวิต ไม่งั้น มดกัดเราก็อาจถึงตายได้ (มดยักษ์นะนั่น)

แฟ้มที่ 10 : คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่

– ทำไมคนเรามักมีปัญหากับการเป็นผู้รับ ?

1. เรารู้สึกว่าเราด้อยค่า ไม่คู่ควร

โดยความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าหรือไม่ล้วนเป็น “เรื่องราว” ที่เราสร้างขึ้นเอง มันไม่มีสิ่งใดมีความหมายหรอกนอกจากความหมายที่เรามอบให้มันเอง ตอนเกิดมาเราก็ไม่ได้ถูกประทับตาไว้น่ะว่า มีค่า หรือ ไร้ค่า

แล้วทำไมเราถึงต้องสร้างเรื่องขึ้นมาว่าตัวเองไร้ค่า? เพราะมันเป็นธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ ซึ่งมีระบบป้องกันตัวที่จ้องแต่จะหาสิ่งผิดปกติ และการแต่งเรื่องของเราขึ้นมาใหม่นั้นง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า

แต่เอ่ะ คุณเคยสังเกตุไหมว่า แมวไม่ต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้ คุณลองนึกภาพเวลามันวิ่งไล่จับหนูแล้วพลาด นั่งจ๋อง เลียเล็บขาไปมา เป็นไปได้ไหมที่มันกำลังคุยกับตัวเองว่า “โธ้….ฉันคงจับหนูไม่ได้แน่ เพราะฉันมันไร้ค่า” คงไม่ใช่เป็นแน่ (เพราะสักพัก แง๋มวิ่งไปจับนกละ) แท้จริงสัตว์ที่มีสติปัญญาต่ำไม่เคยทำเรื่องแบบนี้กับตัวเอง มีแต่สัตว์โลกที่มีวิวัฒนการล้ำหน้าอย่างมนุษย์เท่านั้นแหล่ะที่สามารถตั้งข้อจำกัดให้กับตัวเองได้

2. เราเชื่อมาแต่โบราณแล้วว่า “การให้ดีกว่าการรับ”

การรับที่ดีคือ การรู้จักที่จะรับ จำไว้ว่าถ้าคุณไม่เต็มใจที่จะรับ เท่ากับคุณกำลังทำร้าย คนที่อยากให้คุณ มันเหมือนคุณกีดกันไม่ให้พวกเขามีความสุขและความสบายใจจากการให้ และท้ายที่สุดจะทำให้เขารู้สึกแย่

– คนรวยทำงานหนักและเชื่อว่าพวกเขามีสิทธิได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มที่สำหรับความพยายามและคุณค่าที่พวกเขามอบให้ผู้อื่น

– คุณเคยคิดหรือได้ยินบ้างไหมว่า “เงินจะเปลี่ยนนิสัยคน ถ้าฉันร่ำรวยขึ้นมา ฉันอาจกลายเป็นคนเลวจอมละโมบก็ได้” ที่จริงมันอาจจะเป็นข้ออ้างของคนจน ที่มักจะใช้เมื่อล้มเหลว อันที่จริงแล้ว เงินจะทำให้คุณเป็นในสิ่งที่เป็นอยู่แล้วชัดเจนขึ้น ถ้าคุณโหดร้าย เงินก็จะอำนวยให้คุณแสดงความโหดร้ายมากขึ้น ถ้าคุณใจดี เงินก็จะเปิดโอกาสให้คุณแสดงความใจดีมากขึ้น

หลักแห่งความมั่งคั่ง

– การฝึก “กล้ามเนื้อการรับ” คือ

1. การแบ่งเิงินเดือนของคุณสัก 10% ไว้ในบัญชี “เงินใช้เล่น” ที่คุณสามารถใช้อะไรก็ได้ตามใจอยาก ซึ่งจะทำให้คุณ “รู้สึกราวกับมีเงินล้าน” โดยบัญชีนี้มันจะสร้างเสริมความรู้สึกมีค่าให้คุณ ซึ่งเป็นการส่งสารไปบอก

Leave a Comment