รีวิวหนังสือ "พฤติกรรมพยากรณ์"

Posted by nstoremkt 21/07/2016 0 Comment(s) รีวิวหนังสือ,

พฤติกรรมพยากรณ์

 

พฤติกรรมพยากรณ์

 

หนังสือ “พฤติกรรมพยากรณ์”

Predictably Irrational

รายละเอียด

ผู้เขียน : Dan Ariely

ผู้แปล : พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ

สำนักพิมพ์ : welearn

ราคา : 240 บาท

 

เล่าเรื่องเนื้อหา

บทที่ 1 ความจริงเกี่ยวกับความเชื่อมโยง
บทที่ 2 ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน
บทที่ 3 ต้นทุนของ “ของฟรี”
บทที่ 4 ต้นทุนของบรรทัดฐานทางสังคม
บทที่ 5 อิทธิพลของสิ่งเร้า
บทที่ 6 ปัญหาเรื่องการผัดวันประกันพรุ่งและการควบคุมตนเอง
บทที่ 7 ความรู้สึกเป็นเจ้าของกับราคาอันสูงลิบ
บทที่ 8 แง้มประตูไว้ก่อน
บทที่ 9 ผลพวงของความคาดหวัง
บทที่ 10 พลังของราคา

สำหรับหนังสือของ Dan Ariely มีอีก 2 เล่มในซีรีย์นี้ คือ

เล่ม เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล (The Upside of Irrationality)
เล่ม อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง (The (Honest) Truth About Dishonesty)

iYom reviews

 

Predictably_Irrational

 

ที่มา : http://stuartaustin.com

“พฤติกรรมพยากรณ์” เป็นหนังสือที่หมายใจหมายตา ยึกยักอยู่นานว่าจะสอยหรือไม่สอยมันมาดีนะ เพราะไปสัปดาห์หนังสือที่ไร เห็นมันวางอยู่เตะตาทุกที แว๋บแรกที่ยังไม่ซื้อ เพราะยังลังเลใจอยู่ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับพวกจิตวิทยาหรือเปล่าแว๊ ประมาณ หนังสือ howto แบบเราจะควบคุมคนอื่นอย่างไร ชนะใจคนอื่นอย่างไร ที่มีอยู่กันในท้องตลาด ซึ่งไม่ใช่แนว iYom เท่าไหร่ (ไม่ใช่หนังสือแนวนี้ไม่ดีนะครับ แต่แค่ไม่ตรงกับจริต iYom แค่นั้น) ก็เลยมักจะผ่านเลยไปเรื่อยมา แต่นับวัน นับปี ก็ยิ่งได้ยินได้ฟังในเสียงร่ำลือว่าหนังสือ เล่มนี้ดีหนัก ดีหนา และต่างมีคนพูดถึงกันแยะ (โดยล่าสุดที่ได้อ่านเจอก็เล่มนี้เลยครับ เล่นหุ้นเป็นระบบ คุณก็รวยได้) แว่บแรกที่เปิดอ่าน ก็พบเจอกับผู้เขียนคำนิยามมากมาย มากที่สุดเท่าที่ iYom เคยอ่านหนังสือมาเลยนะนั่น นับรวมๆ ดูแล้วก็ตั้ง 11 คน แถมแต่ละคนก็มีชื่อเสียงกันไม่ธรรมดา (คิดในใจ บร๊ะ ท่าจะดีจริง) ดีไม่ดีไม่รู้ละครับ เพราะอ่านไปแค่บทแรกก็รู้สึกติดหนึบ สนุกกับการเล่าเรื่องของคุณ Dan Ariely เค้า โดยพี่ Dan เค้านำงานวิจัยที่ได้ทำการทดลอง และประสบการณ์ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในชีวิต (จากอุบัติเหตุการระเบิดของพลุแมกนีเซียม ทำให้ร่างกายถูกไฟไหม้ไปกว่า 70%) มาเล่าสู่กันฟัง ที่จริงสิ่งที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เราคงต้องเคยรู้สึก หรือเคยมีความคิดกันมาอยู่แล้วละ  แต่เราอาจจะยังไม่รู้ว่า สมองเรามีระบบการคิดการตอบสนองต่ออารมณ์ ความรู้สึกนั้นอย่างไร ซึ่งพี่ Dan เค้าจะมาไขข้อข้องใจกัน ว่าแล้วเราก็ไปดู ข้อคิดประเด็นสำคัญๆ ที่พี่ Dan  นำมาตีแผ่ให้ฟังกันครับ ขอแบ่งเป็นบทๆ เลยละกัน

ความจริงเกี่ยวกับความเชื่อมโยง

– มนุษย์เราแทบไม่ได้เลือกสิ่งต่างๆ โดยการพิจารณาจากคุณค่าของตัวมันเองโดดๆ เลย เราไม่มีมาตรวัดคุณค่าภายในตัวเพื่อจะบอกว่าสิ่งต่างๆ มีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน ตรงกันข้ามเรากลับพุ่งความสนใจไปที่การนำข้อดีข้อเสียของทางเลือกต่างๆ มาเปรียบเทียบกัน แล้วจึงค่อยประเมินค่า

– คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจนกว่าจะเห็นมันในสภาพแวดล้อมบางอย่าง ประมาณว่า เรามักไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรกับชีวิตเราดี จนกระทั่งเราพบญาติหรือเพื่อนที่กำลังทำสิ่งที่เราคิดว่าเราน่าจะทำสิ่งนั้นอยู่พอดี ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวโยงกัน

- เรามักจะมองสิ่งต่างๆ รอบตัว ในทางที่เชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆ เสมอ

– เรามักจะพุ่งเป้าเปรียบเทียบในสิ่งที่เปรียบเทียบกันได้ง่ายๆ และหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบสิ่งที่เปรียบเทียบกันได้ยาก

– ความเชื่อมโยงช่วยให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ก็จริง ทว่ามันก็สามารถสร้างความทุกข์ใจได้เช่นกัน เพราะอะไรนะหรอ? ก็เพราะความริษยาที่เกิดจากการเปรียบเทียบโชคชะตาของเรากับคนอื่นๆ นั่นเอง

ลองดูตัวอย่าง ความพึงพอใจในเงินเดือนของผุ้ชายขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาหาเงินได้มากกว่าสามีของน้องสาวภรรยาหรือไม่ (นิ่แหล่ะครับที่เรียกว่า พลังของความเชื่อมโยง เราจะหาข้อเปรียบเทียบที่เด่นชัด (ง่าย) และใกล้ตัวที่สุด)

– ส่วนตัวแล้วพออ่านบทนี้จบ ก็ทำให้ถึงบางอ๋อ ว่า ทำไมคนเราถึงชอบเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ ที่แท้มันคงเป็นสัญชาตญานของมนุษย์เราที่มักมี พลังของการเชื่อมโยงนิ่เอง ซึ่งพี่ Dan เค้าก็ให้ข้่อคิดไว้เหมือนกันนะครับว่า ถ้าเราใช้พลังนี้มากไปชีวิตเราก็คงไม่มีความสุข เพราะเมื่อเราเปรียบเทียบ เราก็หันไปบริโภคของให้มากขึ้น เพื่อแสดงความมีตัวตนของตัวเอง เสร็จแล้วเราก็ไปเปรียบเทียบอีก แล้วก็บริโภค วงเวียนกันเป็นวงโคจรแบบนี้

ในเรื่องการบริโภค หนังสือ เรื่องเล่าของข้าวของ (The Story of Stuff) ได้ตั้งประเด็นระหว่างการบริโภคที่มากเกินกับความสุขที่ลดลงไว้ได้น่าอ่านทีเดียวครับ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน

– เมื่อเราตัดสินใจจะซื้อสินค้า เรามักจะผูกติดกับราคาสินค้าครั้งแรกที่เห็น ฉะนั้นราคาเริ่มแรกจึงมีอิทธิพลไม่เพียงแต่กับการตัดสินใจครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจอีกหลายๆ ครั้งที่ตามมาด้วย

– เคยสังเกตุไหมครับว่า เวลาเราเห็นร้านไหนมีคนต่อแถวเข้าคิวรอกิน เราคงต้องคิดว่าร้านนั้นดีแน่นอน ทำให้เราเกิดอยากไปต่อบ้าง เพราะคิดว่ามันต้องดี ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ เค้าเรียกว่า การทำตามพฤติกรรมของคนอื่น (Behavior Herding) แต่ถ้าเราได้ลองลิ้มชิมรสเรียบร้อยแล้ว เกิดติดใจ เอ่อมันอร่อยจริง ครั่งหน้าเราก็กลับมาต่อแถวรอกินใหม่ แต่พฤติกรรมในครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งแรกที่เราต่อ แต่จะเรียกว่า การทำตามพฤติกรรมของตัวเอง (Self-herding) เพราะเรากลับมาต่อแถวตัวเราเองอีกครั้ง

– แล้วเราจะทลายการผูกติดของราคาหรือพฤติกรรมที่เคยทำได้อย่างไร คำตอบก็คือ “ความแตกต่าง”

– ซึ่งในความเป็นจริง เราจะผูกติดกับราคาที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ให้แล้ว จากราคาที่ลงโฆษณา ราคาโปรโมชั่น ราคาช่วงแนะนำ เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวแปจากฝั่งอุปทานทั้งสิ้น แทนที่ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคจะมีอิทธิพลต่อราคาตลาด กลับกลายเป็นว่าราคาตลาดนั่นเองที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภค

ต้นทุนของ “ของฟรี”

– ราคาที่เป็นศูนย์จึงไม่ใช่การตั้งราคาอีกแบบหนึ่ง แต่เป็นตัวเร้าอารมณ์ที่รุนแรงและเป็นต้นกำเนิดของความตื่นเต้นที่ไร้เหตุผล

– ทุกการซื้อขาย ย่อมมีข้อดี ข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ทว่าเวลาที่ของบางอย่างกลายเป็นของฟรีขึ้นมา เราก็จะลืมข้อเสียไปจนหมด

– ความแตกต่างระหว่างของราคาสองบาท กับหนึ่งบาท อาจมีเพียงเล็กน้อย แต่ความแตกต่างระหว่างของราคาหนึ่งบาทกับของฟรีนั้นมหาศาลเหลือเกิน

ต้นทุนของบรรทัดฐานทางสังคม

 

stairway to brand heaven and hell

 

ที่มา : http://mgiannini.blogspot.com

– เราอาศัยอยู่ในโลกสองใบที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน ใบหนึ่งคือบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) เป็นใหญ่ และอีกใบหนึ่งคือบรรทัดฐานทางตลาด (Market Norms) พูดให้ง่ายก็คือ เมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือเช่น ยกโซฟาเข้าบ้าน ถ้าใช้ บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) เพื่อนบ้านของคุณก็จะมาช่วยยกเข้าไป ซึ่งคุณจะตอบแทนเพื่อนบ้านของคุณ โดยคำขอบคุณ แต่ถ้าใช้ บรรทัดฐานทางตลาด (Market Norms) คุณอาจจะต้องจ้างคนมายกโซฟาเข้าบ้าน และคุณตอบแทนเค้าด้วย เงิน นั่นเอง

– แล้วระบบการคิดของเราระหว่างบรรทัดฐานทั้งสองอย่างคืออะไรละ เวลาที่บรรทัดฐานทางตลาดแทรกตัวเข้ามาในความคิดของเรา บรรทัดฐานทางสังคมก็จะตีจากไปทันที

– ได้อ่านเล่มนี้เพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเวลาเราซื้อของขวัญ ก่อนห่อถึงต้องแกะราคาออกก่อน อันที่จริงของขวัญ คือ สัญลักษณ์ของบรรทัดฐานทางสังคม แม้จะชิ้นเล็กๆ คนรับก็ไม่รู้สึกขุ่นข้องเคืองใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณลืมแกะป้ายราคาออก ของขวัญชิ้นนั้น จะกลายเป็น บรรทัดฐานทางตลาดไปในทันที ลองสังเกตุตัวเองดูสิ่ เวลาได้ของขวัญที่รู้ราคา หรือเดินไปเจอตามห้างแล้วรู้ราคา คุณก็จะตีค่าของขวัญนั้น เป็นตัวเงินทันที

– การทำให้บรรทัดฐานทางตลาดออกฤทธิ์นั้น แค่พูดถึงเงินขึ้นมาก็เพียงพอแล้ว (แม้ว่าจะไม่ได้เห็นเงินจริงๆ ก็ตาม)

– เมื่อบรรทัดฐานทางสังคมประสานงากับบรรทัดฐานทางตลาด บรรทัดฐานทางสังคมก็จะเป็นฝ่ายล่าถอยไปตั้งหลักเป็นเวลานาน

– ถ้าคุณจะทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้าของคุณ จงจำไว้ว่า คุณไม่สามารถเลือกทั้งสองทางพร้อมๆ กันได้ คุณไม่สามารถปฏิบัติต่อลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว แต่ในอีกครู่หนึ่งกลับปฏิบัติต่อกันอย่างห่างเหิน

– ในตลาดแรงงานปัจจุบัน ที่ความจงรักภักดีต่อลูกจ้างลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง บรรทัดฐานทางสังคมนับว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้พนักงานจงรักภักดีและมีแรงจูงใจในการทำงาน

ความรู้สึกเป็นเจ้าของกับราคาอันสูงลิบ

– เวลาเราได้เป็นเจ้าของบางสิ่งบางอย่าง เราจะตีมูลค่าของมันสูงกว่าคนอื่นเสมอ ยังโบราณว่าไว้ “เพดานของคนคนหนึ่งก็คือพื้นของคนอีกคนหนึ่ง” เวลาที่คุณเป็นเจ้าของคุณจะอยู่ที่เพดาน แต่เวลาที่คุณเป็นคนซื้อ คุณก็จะอยู่ที่พื้น

– คนซื้อ จะพิจารณาราคาที่เค้ายินดีจะจ่าย โดยกรองจากทางเลือกอื่นๆ ในการใช้เงิน ส่วน คนขาย ก็จะตั้งราคาขาย (สูงลิ่ว) จากประสบการณ์ที่ต้องสูญเสียจากของที่กำลังจะขาย พูดให้ง่ายหน่อย คือ ถ้าสมมติ iYom มีบัตรเดี่ยว 11 iYom ก็จะตั้งราคาขายไว้สูงลิ่วที่ 3,000 บาท เพราะ iYom จะคิดถึงการสูญเสียประสบการณ์ที่จะได้รับจากมุขฮาๆ ของคุณโน๊ตเค้า (ไม่รวมของแถม ของทีระลึกที่มักจะแจกันประจำ) ส่วนตัวคุณที่เป็นคนซื้อ ก็จะคิดว่าเจ้าเงิน 3,000 บาทเนี่ยะ เอาไปทำอะไรได้บ้าง เช่น ไปเที่ยวหัวหินพักที่ชิลๆ สักคืน พร้อมกินอาหารอร่อยๆ ซึ่งทางเลือกต่างๆ ก็จะผุดขึ้นนั่นเอง

– ทำไมความรู้สึกเป็นเจ้าของ ถึงมีพลังมากกมายขนาดนั้นแหล่ะ

ประการแรก : เรามักตกหลุมรักในสิ่งที่เราครอบครอง เช่น ถ้าเราต้องการขายรถคู่ใจที่ใช้มันมานาน ความทรงจำต่างๆ ที่ใช้รถนี้ก็จะผุดขึ้นมาในหัว ไปที่ไหน ไปกับใคร มีความสุขมากแค่ไหน

ประการที่สอง : เราจะพุ่งเป้าไปยังสิ่งที่เราอาจจะเสียไป มากกว่าสิ่งที่เราได้มา เมื่อเราตั้งราคารถสุดที่รัก เราจะคิดถึงสิ่งที่เราจะเสียไป (ความทรงจำเกี่ยวกับรถคันนั้น)  มากกว่าสิ่งที่เราจะได้มา (เงินที่นำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของต่างๆ)

ประการที่สาม : เราทึกทักว่าคนอื่นจะมีมุมมองการแลกเปลี่ยนแบบเดียวกับเรา เราคาดว่าคนที่จะซื้อรถของเรา เค้าจะมีอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำร่วมไปกับเรา

– การนำความรู้สึกเป็นเจ้าของมาใช้ทางการตลาด

เนื่องจาก ผู้ประกอบการเป็นผู้ตั้งราคาของ ทำอย่างไรจะให้ ผู้บริโภคยอมจ่ายละ ??? คือ การสร้างความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ

หนึ่ง : โฆษณา จะเห็นได้จาก โฆษณาบ้านหรือคอนโด ที่มักจะถ่ายทอดภาพคู่รัก หวานแหวว ภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่น ให้เรารู้สึกว่าและฟินไปเองว่า เรานั่งอยู่ในบ้านหลังนั้นเหมือนกันนะ

สอง : แจกสินค้าให้ทดลองใช้ฟรี จะเห็นได้จาก การเสนอแพ็คเกจโทรศัพท์มือถือต่างๆ ที่มักจะมีคำว่า “ทดลองใช้ฟรี” และพร้อมด้วยคำว่าถ้าไม่ถูกใจสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติได้ แต่พอเมื่อเราได้ลองใช้ เริ่มสนุก สะดวก สบายเท่านั้นแหล่ะ เราก็จะรู้สึกเป็นเจ้าของมันในทันที จนท้ายที่สุดเราก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง (ที่จริงมีอีกคำสำหรับล่อเราให้รู้สึกเป็นเจ้าของ คือ “ยินดีคืนเงินใน 30 วัน” หรือไม่ก็ “ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง”)

สาม : DIY (Do It Yourself) เรามาทำเองกันเถอะ จะเห็นได้จาก ทำไมอิเกียถึงได้ประสบความสำเร็จในหลายๆ ประเทศ นอกจากราคาที่ถูกแล้ว อีกเรื่องก็คือ การให้ผู้บริโภคได้ประกอบเอง ทำให้เรารู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น มีความสุขกับการซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่อิเกียมากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “ปรากฏการณ์สร้างมูลค่าแบบอิเกีย (IKEA Effect)”

 

ความรู้สึกเป็นเจ้าของ

 

– ความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เกิดกับสิ่งของเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมุมมองแนวคิดของเราด้วย เมื่อเรารู้สึกเป็นเจ้าของแนวคิดใดๆ ก็ตาม เราจะหลงรักมัน ประมาณว่าหลงแบบไม่รู้หูลืมตาเลยก็ว่าได้ และบ่อยครั้งที่เราจะประสบปัญหาในการปล่อยวางแนวคิดเหล่านั้น เนื่องจากเราไม่อาจทนรับการสูญเสียมันไปได้ แล้วสิ่งที่เราเหลืออยู่ก็คือ อุดมคติ เหลือแต่เพียงแนวคิดที่ไม่ยืดหยุ่นและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

ผลพวงของความคาดหวัง

ที่มา : www.twitter.com

– ความคาดหวังยังเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับตราสินค้าและผลิตภัณฑ์อีกด้วย เพราะหัวใจสำคัญของการตลาด คือ การให้ข้อมูลที่จะทำให้ผู้คนคาดหวังมากขึ้นถึงความความพึงพอใจที่จะได้รับจากการใช้สินค้าและบริการ

– ที่จริงพลังของการคาดหวังยังมีอีกอันที่น่าสนใจ สำหรับเพื่อนๆ คงจะเคยได้ยิน คนพูดไม่ชัด หรือได้อ่านข้อความที่มาแบบขาดๆ หายๆ ไม่ปะติดปะต่อ แต่เราสามารถเข้าใจและตอบกลับไปได้ นิ่แหล่ะก็คือ พลังของความคาดหวังนั่นเอง

– การตั้งราคาของสินค้าหรือบริการต่างๆ สร้างความคาดหวังให้ผู้บริโภคได้เช่นเดียวกัน จะเห็นได้จาก เมื่อเวลาเราป่วย เรามีแนวโน้มอยากได้ยาที่มีราคาแพงมากกว่าราคาปกติ เพราะเราคาดหวังว่า ยิ่งแพง มันยิ่งทำให้เราหายนั่นเอง

– ความคุ้นเคยอาจจะก่อให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่ก็ได้ แต่มันจะก่อให้เกิดความคาดหวังขึ้นมาอย่างแน่นอน ถึงว่าหลายคู่ที่เป็นแฟนกันมานาน พอแต่งงานกันปุ๋บ มีอันต้องเลิกกันปั๊บ เพราะความคุ้นเคยกันมากที่แปรเปลี่ยนเป็นพลังของความคาดหวังโดยไม่รู้ตัว

ความลับของอุปนิสัย

– มนุษย์จะทำการวิเคราะห์ต้นทุนกับผลประโยชน์เพื่อตัดสินใจเรื่องความ “ซื่อสัตย์” และความ “ฉ้อฉล” ในเวลาเดียวกัน โดยมนุษย์จะเลือกซื่อสัตย์ เฉพาะเวลาที่ตนเองเห็นสมควรเท่านั้น

– ความไม่ซื่อสัตย์ส่วนใหญ่ ล้วนเกี่ยวกับการโกงที่อยู่ห่างจากเรื่องเงินไปหนึ่งก้าวเสมอ เพราะมันง่ายขึ้นและเราจะให้เหตุผลกับการโกงแบบนี้ได้เป็นอย่างดี หลายคนงง มันยังไง ตัวอย่างก็คือ (จากในหนังสือ) ถ้าสมมติว่าลูกสาวของคุณต้องการใช้ดินสอสีแดง ในวันพรุ่งนี้ ทางเลือกไหนจะทำให้คุณอึดอัดมากกว่ากัน ระหว่าง คุณจะหยิบดินสอสีแดงจากที่ทำงานมา หรือ คุณหยิบเงิน 10 เซนต์ (เท่ากับราคาดินสอสีแดงดังกล่าว) จากกล่องเงินส่วนกลางที่วางอยู่ข้างหน้าคุณ เพื่อไปซื้อดินสอสีแดงดังกล่าว อันนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เราคงเลือกหยิบดินสอสีแดงจากที่ทำงานมาเลย (แบบไม่รู้สึกว่าโกงใครมาด้วยมั้ง ฮ่าฮ่า)

– เมื่อตัวกลางของการแลกเปลี่ยนไม่ใช่เงิน ความสามารถในการให้เหตุผลของเราก็จะเพิ่มขึ้นทวีคูณ

ก่อนจบ คุณ Dan เค้าได้ทิ้งขอสังเกตุเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์ ไว้ว่า

“เศรษฐศาสตร์จะดูมีเหตุมีผลมากขึ้นหรือไม่ ถ้าหากมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิธีที่คนเราประพฤติตัวจริงๆ มากกว่าที่จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิธีที่คนเราควรจะประพฤติตัว ที่เราเรียกว่า เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Economics)”

แห่ม…ร่ายมาซะยาวเลยสำหรับหนังสือ “พฤติกรรมพยากรณ์” (Predictably Irrational) เล่มนี้ อันที่จริงถ้าจะให้เข้าใจอย่างจริงๆ จังๆ ใครสนใจคงต้องให้เวลากับมันในการอ่านซะหน่อย เพราะมันเป็นเรื่องของระบบการคิด อารมณ์ และการตอบสนองต่อความรู้สึก ที่พี่ Dan Ariely เค้าได้มานั่งเทียน เขียนอธิบายกันเป็นฉากๆ ให้เราได้ไล่ความคิด ความรู้สึกของเราตามไปด้วย อ่านแล้วจะได้่เห็นภาพมากขึ้น สำหรับเล่มนี้ iYom ว่าน่าจะอยู่ในหมวดการตลาด ท่าจะเหมาะเหม็งเป็นที่สูด หลายคนอาจจะสงสัย ว่าทำไม ?  คือ iYom แค่มองว่า เนื้อหาภายในเล่มนี้ มีหลายเรื่องที่ถ้าเราทำความเข้าใจดีๆ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดได้เลยนะ เช่น การให้ตัวเลือกเพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อของได้ง่ายขึ้น, การใช้บรรทัดฐานทางการตลาด (Market Norm) หรือบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norm) มากน้อยอย่างไรในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าของเรา, อะไรจะมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากกว่ากันระหว่างป้ายลด 50% กับป้ายซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง หรือแม้แต่การนำความรู้สึกของการเป็นเจ้าของมาใช้ในการตลาด เห็นมะ เห็นมั๋ย ท้ายสุด สำหรับเล่มนี้ก็ต้องขอบอกไว้เลยว่า มันดียังที่เค้าว่ากันไว้จริง แต่ไม่ต้องเชื่อที่ iYom ร่ายมานะ แค่อยากให้เพื่อนๆ ลองไปพิสูจน์กันเองดู แล้วคิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้นะครับ

อันนี้ iYom เอามาฝาก คลิปที่คุณ Dan Ariely พูดในรายการ TED Talks ในหัวข้อ “การตัดสินใจของเราเป็นของเรา จริงๆ หรือ?”

Posted in หมวดการตลาด | Tagged best sellerDan Arielywelearnจิตวิทยาพฤติกรรมพยากรณ์,พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม

Leave a Comment