รีวิวหนังสือ "อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง"

Posted by nstoremkt 25/07/2016 0 Comment(s) รีวิวหนังสือ,

อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง

 

อ่านทะลุความคิดด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง.jpg

 

The (Honest) Truth About Dishonesty

รายละเอียด

ผู้เขียน : Dan Ariely

ผู้แปล : พรเลิศ อิฐฐ์, วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : welearn

ราคา : 250 บาท

เล่าเรื่องเนื้อหา

เนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็นส่วน ตามนี้ครับ

บทนำ การโกงและความไม่ซื่อสัตย์น่าสนใจตรงไหน

บทที่ 1 ปฏิบัติการลูบคม SMORC

บทที่ 2 สนุกไปกับการระดับความคดโกงที่ยอมรับได้

บทที่ 2 ข กอล์ฟ : กีฬาอันทรงเกียรติ

บทที่ 3 แรงจูงใจบังตา

บทที่ 4 ทำไมเราถึงทำพลาด เวลารู้สึกเหน็ดเหนื่อย

บทที่ 5 ทำไมการใช้ของปลอม จึงทำให้เราโกงมากขึ้น

บทที่ 6 การโกงตัวเอง

บทที่ 7 ความคิดสร้างสรรค์ กับความไม่ซื่อสัตย์

บทที่ 8 การโกงคือโรคติดต่อ

บทที่ 9 ร่วมด้วยช่วงโกง

บทที่ 10 ตอนจบแบบค่อนข้างมองโลกในแง่ดี

iYom reviews

“คุณมั่นใจในความซื่อสัตย์ของตัวเองมากน้อยแค่ไหน”

นิ่เป็นคำถามที่เราจะมาหาคำตอบกันในหนังสือเล่มนี้ “อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง” The (Honest) Truth About Dishonesty ซึ่งเป็นเล่มที่ 3 (เข้าใจว่าจะเป็นภาคจบ) ในซีรีย์หนังสือของพี่แดนเค้า ตั้งแต่

พฤติกรรมพยากรณ์ (Predictably Irrational)   และ
เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล (The Upside of Irrationality)

โดยเล่มนี้พี่แดนต้องการลงรายละเอียด (ขอย้ำว่าละเอียดมาก) ให้ทราบถึงการทำงานของสภาวะจิตใจของเรา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้สึกตัวมาก่อนก็ได้ อีกทั้งยังใช้การทดลองต่างๆ เพื่อตีแผ่ว่าแท้จริงแล้ว ตัวเราเองก็ไม่ได้ซื่อสัตย์จริงอย่างที่ปากว่าหรอก  และที่สำคัญเลยละว่า คนเราจะสามารถคดโกงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวโดยที่ยังมองตัวเองในแง่ดีได้อย่างไร ซึ่งตรงจุดนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพฤติกรรมความไม่ซื่อสัตย์ตามมาอีกมากมายก่ายกองเลยละ

The honest truth about dishonesty

 

ที่มา : goodmenproject.com

iYom วันนี้เลยขอทำรีวิวที่แปลกตาไปสักหน่อย เพราะรายละเอียดในหนังสือมันแยะจริง เลยอยากจะสรุปเป็นคำถามสัก 20 คำถาม ให้เพื่อนๆ ลองใช้ถามตัวเองดูจะได้เข้าใจว่าตัวเองนั้น มี DNA ความไม่ซื่อสัตว์ของตัวเองเป็นยัง

20 คำถาม ทดสอบความเข้าใจต่อความไม่ซื่อสัตย์ของคุณ

1. คุณว่า ความไม่ซื่อสัตย์ของเรา เกิดจากการวิเคราะห์ สิ่งนี้ คือ ผลตอบแทนที่ได้รับจากทำผิด / ความเป็นไปได้ที่จะถูกจับได้ / บทลงโทษที่คาดว่าจะได้รับหากถูกจับได้ ใช่หรือไม่

2. คุณว่า ถ้าผลประโยชน์มากขึ้น เราจะโกงกันมากขึ้นหรือเปล่า ?

3.  ถ้าใครสักคนมาทำให้คุณหงุดหงิดใจ  คุณมักจะตอบโต้กลับและมีเหตุผลบอกกับตัวเองว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไปเพื่อหายกันเท่านั้น ใช่หรือไม่

4. คุณมักจะตัดสินใจ โน้มเอียงไปทางกลุ่ม/บุคคล ที่เคยช่วยเหลือคุณ (การมีผลประโยชน์ทับซ้อน) ใช่หรือไม่

5. วันที่คุณรู้สึก เครียด เพลีย คุณมักจะทำอะไรตามใจตัวเองมากขึ้น (กินช็อป) ใช่หรือไม่

6. คุณเคยต้องควบคุมตัวเองอะไรในหลายๆ เรื่องหรือไม่ แล้วคุณเชื่อหรือไม่พลังใจที่ใช้ไปจะมีผลต่อความซื้อสัตย์ของคุณ

7. คุณใช้ของปลอม ลอกเลียนแบบ ใช่หรือไม่

8. คุณคิดว่า ของที่คุณสวมใส่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการไม่ซื้อสัตย์ของคุณหรือไม่

9. คุณคิดว่าการใช้ของปลอม จะส่งผลต่อพฤติกรรมของคุณ มุมมองที่เรามีต่อตัวเอง รวมถึงมุมมองที่เรามีต่อคนรอบตัว ใช่หรือไม่

10. คุณคิดว่าการหลอกตัวเอง จะส่งผลต่อพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ของคุณหรือไม่

11. คุณคิดว่า ทุกคำอธิบายของคุณต่อการตัดสินใจต่างๆ เกิดจากข้อเท็จจริงจริงๆ ใช่หรือไม่

12. คุณเชื่อไหมว่าพื้นที่ในสมองของคุณ มีผลต่อความไม่ซื่อสัตย์ของคุณนะ

13. คุณคิดว่าถ้าคุณมีส่วนของสมองที่ใช้ในการคิด น้อยกว่าส่วนของสมองที่ใช้ในการเชื่อมต่อ คุณมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้นใช่หรือไม่

14. คุณมักรู้สึกดีใช่ไหมเวลาที่การกระทำของคุณสอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม

15. คุณคิดว่า ระหว่างคนที่คนใกล้ชิด ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ กับคนที่คุณไม่รู้จัก ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ คุณว่าคนสองกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อความไม่ซื่อสัตย์ของคุณใช่หรือไม่

16. ถ้าเพื่อนของคุณมีกิ๊ก แล้วไม่ถูกแฟนจับได้ คุณคิดว่าคุณมีแนวโน้มทำตามอย่างที่เพื่อนทำใช่หรือไม่

17. เมื่อคุณได้ทำงานเป็นกลุ่ม คุณคิดว่าการเห็นอก เห็นใจ เพื่อนร่วมกลุ่มในทุกเรื่องส่งผลดีใช่หรือไม่

18. เวลาคุณทำงานเป็นกลุ่ม คุณมักจะคิดถึงผลประโยชน์ของกลุ่มทุกคน ใช่หรือไม่

19. คุณรู้ใช่ไหมว่า หมอที่คุณรักษาเป็นประจำ อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรบางอย่างในการแนะนำวิธีการรักษาให้คุณ

20. คุณคิดว่า คุณเป็นคนซื่อสัตย์ ใช่หรือไม่ 

ถ้าคำตอบของคุณคือ ใช่ 16 ข้อขึ้นไป (80% up) แสดงว่า คุณมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์บ่อยๆ เลยนะ และคุณก็มีแนวโน้มจะปรับตัวเข้ากับความคดโกงที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่รู้ตัวด้วย ซึ่งถ้าคุณแปลกใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ลองหาเล่มนี้มาอ่านได้ครับ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคำตอบของคุณ  คือ ไม่ใช่ซะส่วนใหญ่ ไม่ได้แปลว่าคุณมีแนวโน้มจะไม่มีพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์นะครับ แต่คุณอาจจะยังมีความคาดหวังต่อความซื่อสัตย์ในตัวเองสูงเกินไป ซึ่งแท้จริงแล้ว คุณอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคาดหวังก็เป็นได้ ไม่เชื่อใช่มั๋ยครับ … ไปเอาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเลยครับ

 

 photo (7)-001

 

15 ข้อคิด

กับการประพฤติไม่ซื่อสัตย์

1. พฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ เป็นผลมาจากระดับความคดโกงที่เรายอมรับได้ต่างหาก เราต้องเปลี่ยนวิธีที่เราใช้หาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเอง ยิ่งเราหาเหตุผลมารองรับการเห็นแก่ตัวของเราได้มากเท่าไหร่ระดับความคดโกงที่ยอมรับได้ก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้เรารู้สึกสะดวกใจที่จะกระทำความผิดและคดโกงมากขึ้นตามไปด้วย

2. ความคิดสร้างสรรค์ สามารถช่วยให้เราหาเหตุผลมารองรับ การกระทำอันเห็นแก่ตัวของเรา ขณะเดียวกันก็ยังคงทำให้เราคิดว่า ตัวเองเป็นคนซื้อสัตย์สุจริตอยู่ดี

3. มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มักจะเล่าเรื่องราวให้ตัวเองฟังเรื่องแล้วเรื่องเล่า จนกระทั่งเจอคำอธิบายที่เราชอบและดูสมเหตุสมผลมากพอที่จะเชื่อ และยิ่งเรื่องราวนั้นสะท้อนถึงตัวเราในแง่บวกมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

4. บางครั้งเราก็ไม่ได้ตัดสินใจตามความชอบที่ปรากฏเด่นชัดเสมอไป แต่จะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร จากนั้นความคิดของเราก็จะเข้าสู่กระบวนการเล่นแร่แปรธาตุ โดยพยายามหาสารพัดเหตุผลมาปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ที่เคยตั้งไว้ วิธีนี้จะช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็หลอกลวงตัวเองและคนอื่นๆ ให้เชื่อว่า เรากำลังเลือกในสิ่งที่มีหลักการและมีเหตุผลรองรับอย่างดี

5. เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญ  ซึ่งเราอาจได้รับคำแนะนำที่ไม่เป็นกลาง เราควรจะสละเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อมองหาความคิดเห็นที่แตกต่างจากใครสักคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการตัดสินใจดังกล่าว

6. จำไว้ว่า พฤติกรรมแบบคดโกงครั้งเดียว อาจทำให้พฤติกรรมแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ไม่ว่าเรากำลังรับมือจากเรื่องแฟชั่นหรือเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็ตาม

7. สมองของคนเรามีเนื้อสมอง 2 ประเภท หนึ่งสมองเนื้อเทา คือ กลุ่มเซล์ลประสาทที่ประกอบกันเป็นก้อนสมองและมอบพลังในการคิดให้แก่เรา สอง สมองส่วนเนื้อขาว คือ ระบบที่เชื่อมต่อเซลล์ประสาทเหล่านั้นเข้าด้วยกัน คนที่ชอบโกหกมักจะมีสองเนื้อขาวซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงสมองเนื้อเทามากกว่า พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะปะติดปะต่อความทรงจำและความคิดต่างๆ เข้าด้วยกันได้ดีกว่า เพราะเมื่อสมองเชื่อมต่อกันมากกว่า การตีความและอธิบายเหตุการณ์แปลกๆ ก็ย่อมเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์มากกว่าด้วย ซึ่งบางที่นิ่อาจจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการหาเหตุผลมารองรับพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองก็เป็นได้

8. เมื่ออะไรสักอย่าง หรือใครสักคนทำให้เราหงุดหงิด การมองหาเหตุผลมารองรับพฤติกรรมไร้ศีลธรรมก็กลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นมาก ความไม่ซื่อสัตย์จะเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นอะไรก็ตามที่ทำให้เราเสียเส้น เราจะบอกตัวเองว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไปเพื่อหายกันเท่านั้น

9. บางทีการได้เห็นคนใกล้ชิดแสดงพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์อาจมี “พลังการแพร่ระบาด” ที่รุนแรงและเฉียบพลันกว่าการได้เห็นพฤติกรรมแบบเดียวกันจากคนแปลกหน้าที่ไม่ได้มีอิทธิพลต่อเราก็เป็นได้

10. ความไม่ซื่อสัตย์จะพูกพูนขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราเห็นใครสักคนคดโกง โดยอนุภาคความคดโกงขนาดจิ๋วจะเกาะติดอยู่กับตัวเรา และค่อยๆ เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนคดโกงไปทีละน้อย พอเราพบเจอพฤติกรรมไร้จริยธรรมครั้งถัดๆ ไปต่อมศีลธรรมของเราก็จะถูกกัดกร่อนไปอีก ส่งผลให้เรายอมรับพฤติกรรมดังกล่าวได้มากขึ้นเรื่อยๆ

11. แรงผลักดันทางสังคมรอบตัวเรา จะส่งผลกระทบต่อมุมมองความซื่อสัตย์ของเรา 2 แบบ หนึ่ง คือ หากคนที่โกงเป็นพวกเดียวกับเรา เราจะรู้สึกเข้าอกเข้าใจคนคนนั้นและมองว่าการโกงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในทางตรงข้าม หากคนที่โกงเป็นคนนอก เราจะไม่หาเหตุผลมารองรับให้ตัวเองกระทำความผิดตามไปด้วย แต่จะทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรมมากขึ้นเพราะอยากดึงตัวเองออกห่างจากคนไร้ศีลธรรมที่มาจากกลุ่มอื่น

13. แนวคิดเรื่องระดับความคดโกงที่ยอมรับได้ แสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการกาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเอง ช่วยให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ อันที่จริงแล้ว ตราบใดที่เราโกงทีละเล็ก ทีละน้อย เราก็จะได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง  เพราะนอกจากจะได้รับประโยชน์ากความไม่ซื่อสัตย์แล้ว เรายังสามารถรักษษาภาพลักษณ์ที่ดีงามของตัวเอง เอาไว้ได้อีกด้วย

14. ความไม่ซื่อสัตย์ ถือเป็นตัวอย่างชั้นยอดที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความไร้เหตุผลของมนุษย์เรา เพราะนอกจากเราจะไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร บางครั้งเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว

15. คุณเคยเป็นอะไรแบบทำนองนี้ไหม ?

“จิมมิ่ขโมยดินสอของเพื่อนที่นั่งข้างๆ พ่อของจิมมิ่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟและเทศนาจิมมิ่เสียยกใหญ่ เพื่อให้รู้ว่าเขาโกรธและผิดหวังมากแค่ไหน จากนั้นก็สั้งกักบริเวณเด็กชายนาน 2 สัปดาห์ พร้อมกับพูดอย่างมีอารมรณ์ว่า “ฟังนะจิมมิ่ ถ้าลูกอยากได้ดินสอละก็ ทำไมไม่บอกพ่อละ ลูกก็รู้นิ่ว่าพ่อหยิบดินสอจากที่ทำงานมาให้ได้เป็นสิบๆ แท่งเลย”

จากเรื่องเล่าข้างต้น คุณว่าระหว่าง หยิบดินสอมา หรือหยิบเงินส่วนกลางเพื่อนำไปซื้อดินสิอในจำนวนที่เท่าก้น คุณจะหยิบอะไร ?

ถ้าคุณเลือกหยิบดินสอ และกำลังอธิบายต่างๆ นา นั่นแหล่ะคือ ข้ออ้างที่ทำให้คุณยังเป็นคนดีอยู่

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความไม่ซื่อสัตย์ของคุณ

 

สรุป 

สำหรับเล่มนี้ อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง” The (Honest) Truth About Dishonesty น่าจะเป็นบทเรียนอย่างดีให้เราได้เข้าใจความไม่ซื่อสัตย์ของตนเอง ซึ่งสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามสะท้อนให้เห็นไม่ใช่ผลของความไม่ซื่อสัตย์ที่เกิดจากการะกระทำของเราลงไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการที่เรามักจะปรับตัวคุ้นเคยกับพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์เหล่านั้น ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าครับ แต่หลายคนอาจจะคิดว่าเข้าใจแล้วมันจะเป็นยังไง เท่าที่ iYom พอจะนึกออก

อย่างแรก… เราก็สามารถรู้เท่าทันความไม่ซื่อสัตย์ของตัวเอง ที่อาจจะก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่รู้จักจำกัดขอบเขตมัน

หรือถ้าจะให้ดีขึ้นมาหน่อย… เราสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสอนลูกเราหลานเรา ในการปลูกฝังผังความคิดที่ดีเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ที่อาจเกิดขึ้นและสะสมมาตั้งแต่เด็ก

หรือจะให้ดีเข้าไปอีก… คือ การนำมาใช้ควบคุมการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ใช่ว่าเราจะกำจัดความไม่ซื่อสัตย์ออกไปหมดได้ แต่เรารู้ว่าเราจะมีวิธีควบคุมมันได้อย่างไร อย่างที่ พระราชดำรัสของในหลวงว่าไว้

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

ว่าแต่ … คุณมีระดับความคดโกงที่ยอมรับได้ขนาดไหนละ ???

 

Posted in หมวดจิตวิทยา | Tagged best sellerDan Arielywelearnจิตวิทยาพรเลิศ อิฐฐ์วิโรจน์ ภัทรทีปกรอ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกงเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม

Leave a Comment