รีวิวหนังสือ “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน”

Posted by nstoremkt 15/07/2016 0 Comment(s) รีวิวหนังสือ,

 

 

เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน

เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน

หนังสือ “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน”

หนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้

รายละเอียด

ผู้เขียน :  กวี ชูกิจเกษม

สำนักพิมพ์ : Nation

ราคา : 175 บาท

iYom reviews

หนังสือหุ้นมาอีกแล้ว ท่ามกลางหนังสือหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ออกกันมามากมายนับกันไม่ไหว แต่ที่หยิบจับซื้อเล่มนี้ขึ้นมา เพราะติดใจในตัวคนเขียนครับ แว๋บแรกที่ได้รู้จักจากการดูสัมนนาย้อนหลังในช่อง money channel ครับ เอ่อคนนี้พูดสนุก ขำ ฮา ดีเว้ย แถมก็ยังมีสาระอีกต่างหาก และพอได้ไปฟังสัมมนาจริงๆ ก็ชอบ ถูกใจเลยครับ ฟังสนุก มันส์ ฮา  ตามฉบับของคุณกวี จึงไม่ลังเลในการคว้าหนังสือหุ้นเล่มนี้มาอ่าน (ป๊ะ พิมพ์ครั้งที่ 6 แล้วด้วย แสดงว่าดีจริงๆ จังๆ)

ส่วนเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ เป็นการลงทุนสายวีไอ (การลงทุนเน้นคุณค่า) ที่ต้องบอกว่าครบเครื่องทีเดียวครับ เพราะคุณกวีเล่นไล่ตั้งแต่แนวคิดการลงทุนแนววีไอ พร้อมทั้งอธิบายวิธีการลงทุนเป็นขั้นตอนให้ประสบความสำเร็จ (แบบคุณกวี) ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์การลงทุนส่วนตัวของคุณกวีล้วนๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริง ได้ไอเดียไปต่อยอดครับ ทำให้ iYom เกิดไอเดียขอทำสรุปแบบใหม่เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ กันนะคราบบบบ

6 STEP ROAD MAP TO BE VI by KAVEE

STEP 0 :  8 ข้อ สำหรับการปรับ Mind Set

  1. มีความสุขไปกับการลงทุน
  2. ใช้เงินเยี่ยงทาส (เอาไปลงทุน)
  3. กล้าตัดสินใจ : สิ่งที่นักลงทุนควรมี คือ ความกล้า มากกว่า ความเก่ง เพราะความเก่งสามารถสอนกันได้ ขณะที่ความกล้าสอนกันไม่ได้
  4. คิดบวกกับการลงทุน : “จงคิดบวกอย่างจริงจังและจริงใจกับสิ่งที่คุณอยากได้อยากมี และพลังงานแห่งการคิดบวกอย่างจริงจังและจริงใจนั้น จะนำสิ่งที่คุณอยากได้อยากมีเข้ามาในชีวิตคุณ”
  5. อดทนให้เป็น : ต้องอดทนสามอย่าง อดทนต่อความล้มเหลว, อดทนรอโอกาสที่เหมาะสมต่อการลงทุน และอดทนถือหุ้นยาว
  6. อย่าพยายามคาดการณ์ตลาด
  7. อย่าชื่อคำแนะนำของผู้อื่น
  8. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง : ดูแลกายและใจ เพื่อดูเงินของเราเติบโตต่อไปเรื่อยๆ

 

STEP 1 : 8 คุณสมบัติพิเศษของหุ้นบริษัทดีที่เราต้อง (ควาน) หา

  1. กำไรเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว > ดูย้อนหลัง 5-10 ปี, และไม่ขาดทุนตอนวิกฤติเศรฐกิจ
  2. มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าได้สูง > เป็นบริษัทที่มีแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับ (อันนี้ iYom ขอเพิ่มถ้าไม่มีแบรนด์ก็ต้องมีต้นทุนต่ำสุด Cost Leader)
  3. ผู้นำในธุรกิจ > การประหยัดต่อขนาดทำให้ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ต่ำกว่าคู่แข่ง
  4. ลงทุนในธุรกิจที่ถนัด
  5. ฐานะการเงินแข็งแกร่ง > หนี้ไม่มีหรือน้อยมาก รวมทั้งบริษัทที่มีเงินสดมหาศาล, การไม่มีหนี้ ทำให้ผ่านวิกฤตไปได้อีกทั้งบริษัทยังมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  6. ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากในอนาคต
  7. ไม่พึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่รายเดียวในการสร้างรายได้ > หรือเป็นบริษัทที่ต้องขอใบอนุญาติ
  8. ผู้บริหารมีฝีมือ และธรรมภิบาล

TOOLS : สำหรับ STEP นี้จะมีเครื่องมือวิเศษไว้สแกนดูบริษัทว่าเข้าข่ายตามคุณสมบัติหรือไม่ นั่นก็คือ “เคล็ดลับ อัตราส่วนทางการเงิน

  1. EPS : เลือกบริษัทที่มีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงบริษัทที่รายงานกำไรขาดทุนสลับกันไป
  2. Gross Margin (อัตรากำไรขั้นต้น) : เลือกบริษัทที่รักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระยะยยาว เพราะแสดงถึงความสามารถที่แข็งแกร่ง หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงในระยะยาวหรือผันผวน
  3. อัตราส่วนคชจ.ขายและบริหารต่อรายได้ (S&A) : เลือกบริษัทที่มี S&A ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้า และหลีกเลี่ยงบริษัทที่มี S&A เพิ่มขึ้นหรือมีความผันผวนสูง
  4. อัตราส่วนคชจ.ดอกเบี้ยต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี : เลือกบริษัทที่มีภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มีเลยและลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะจะนำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขันระยะยาว (เพราะถ้าสูง แสดงว่าเป็นบริษัทที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล เพื่อเพิ่มรายได้ ทำให้ต้องกู้ธนาคารมากมาย ซึ่งนั่นก็คือการสูญเสียคุณสมบัติที่ดีในข้อที่ 6 นั่นคือ การที่บริษัทต้องใช้เงินทุนมหาศาลในอนาคต เพื่อขยายธุรกิจ)
  5. อัตรากำไรสุทธิ : เลือกบริษัทที่มีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถ้ามีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ ให้ตั้งข้อสังเกตุไว้ว่าอาจเกิดจากรายการพิเศษเพียงชั่วคราว
  6. อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน : เลือกบริษัทที่มีหนี้สินภาระดอกเบี้ยต่ำไว้ก่อน เพราะหมายถึง ความมั่นคงระยะยาวที่จะสามารถผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำได้ และหลีกเลี่ยงบริษัทที่โตด้วยการสร้างหนี้ (อัตราส่วนนี้สูงและคงที่อยู่ตลอด)
  7. ROE : เลือกบริษัทที่ ROE เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ (ROE > 20%) เพราะนั่นจะเป็นบริษัทที่ทำให้เรารวยได้ในระยะยาว
  8. ROA : เลือกบริษัทที่มี ROA สูงๆ เช่นเดียวกับ ROE เพราะบ่งบอกถึงการที่บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนมาก สินทรัพย์น้อยนิดก็สามารถทำกำไรมหาศาล (ซึ่งเข้าคุณสมบัติข้อที่ 6 ) แต่ระวังหากมี ROA สูงเกินไป อาจนำมาซึ่งคู่แข่งใหม่ที่มีศักยภาพที่แข็งแกร่งกว่าเรา (เพราะการที่ ROA สูงหมายถึงการง่ายในการมาทำธุรกิจนี้ ลงทุนสินทรัพย์ไม่เท่าไหร่ ได้ผลตอบแทนบาน)
  9. อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (%Dividend Yield) : เลือกบริษัทที่จ่ายปันผลต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นยิ่งดี ทั้งปันผลต่อหุ้นและอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (ข้อสังเกตุ อัตราเงินปันผลสูงหรือต่ำไม่ได้บอกว่าหุ้นดีหรือไม่ดี เพราะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมักมีอัตราเงินปันผลต่ำ เนื่องจากราคาหุ้นจะสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า แต่เราต้องคอยมองหาในตอนที่สถานการณ์ผิดปกติที่ทำให้ ราคาหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงและมีปัจจัยพื้นฐานดี ปรับลดลงมาจนทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นมากกว่าที่เคยจ่ายปกติ

* เหตุหมาย : สำหรับใครที่อ่านเล่มนี้คุณกวีได้ทำไฟล์ข้อมูลหุ้นย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ ปี 2002-2013 ตามอัตราส่วนทางการเงินทั้ง 9 เอาไว้ให้แล้ว ใครสนใจทิ้งเมลล์ไว้นะครับ เด๋ว iYom จะส่งให้ (ซึ่งแน่นอนว่าไฟล์นี้ iYom ขอมาจากคุณกวีอีกทีนะคราบ ไม่ได้ทำเองแต่อย่างใด)

STEP 2 : มอง 3 มุม เพื่อการได้หุ้นถูก

  1. ROE vs P/E vs P/B : หุ้นที่มี ROE สูงจะทำให้ P/E และ P/B สูงขึ้นตามไปด้วย โดย ถ้า P/E < ROE  แปลว่า หุ้นถูกน่าเก็บ และ P/B < ROE/5  แปลว่า หุ้นถูกน่าเก็บ (ถ้าหุ้นนั้นอยู่ในช่วงวิกฤต ควรใช้ ROE ก่อนวิกฤตมาดูแทน)
  2. ความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นมี ตัว : หนึ่ง คือ ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) อันนี้บริษัทในใต้หล้าก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจสอง คือ ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) อันนี้เป็นความเสี่ยงเฉพาะบริษัทของใครของมัน ทำไม่ดีก็เน่าให้เห็นกันไปเลย อันนี้เราสามารถหลีกเลี่ยง หรือลดได้โดยการเลือกหุ้นดีๆ เข้าปอด และกระจายความเสี่ยงด้วยนะเอ่อ
  3. วัฎจักรเศรษฐกิจ : เข้าใจวัฎจักรกับ 4 ช่วงเศรษฐกิจ โดยใช้  อัตราขยายตัว (GDP Growth) และอัตราเงินเฟ้อ(Inflation)

วัฎจักรเศรษฐกิจ

วัฎจักรเศรษฐกิจ

  • ช่วงที่ เศรษฐกิจฟื้น เงินเฟ้อลด : เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากถดถอยมาระยะหนึ่ง แต่เงินเฟ้อหรือราคาสินค้ากำลังลดลงมาทำจุดต่ำสุดตามภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยมาก่อนหน้า
  • ช่วงที่ เศรษฐกิจขยายตัว เงินเฟ้อเพิ่ม : เศรษฐกิจผ่านจากช่วงฟื้นตัว มาสู่ช่วงขยายตัว และเงินเฟ้อก็เริ่มปรับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในช่วงที่ 1 ตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่ม
  • ช่วงที่ เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น : เศรษฐกิจเริ่มชะลอการขยายตัวหลังจากผ่านจุดสูงสุดมาในช่วงที่ 2 แต่เงินเฟ้อจะเริ่มขึ้นมาทำจุดสูงสุดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีมาก่อนหน้า
  • ช่วงที่ เศรษฐกิจหด เงินเฟ้อลด : เศรษฐกิจหดตัวอย่างเต็มที่ และเงินเฟ้อปรับตัวลดลงมาจากทำจุดสูงสุดในช่วงที่ (รูปในหนังสือ)

ถ้าจะลงทุนระยะยาวช่วงที่เหมาะมีสุดคือช่วงที่ 4 เพราะราคาหุ้นจะทำจุดต่ำสุด ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ 1 ที่ตลาดหุ้นจะขึ้นและจะขึ้นมากกว่า 100% สังเกตุจาก เศรษฐกิจยังคงหดตัว แต่เริ่มเห็นเงินเฟ้อลดลงและธนาคารกลางเริ่มลดดอกเบี้ย

ส่วนช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด คือ ช่วงที่ 3 เพราะเศรษฐกิจแย่แต่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงซะงั้น ยากต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทจดทะเบียนกำไรลดหรือขาดทุนเลยก็ว่าได้

iYom มีมาฝากอีกรูป ทำไว้ในหนังสือ “เต้นรำไปทำเงิน (Tap Dancing to Work)” ซึ่งพูดถึงวัฎจักรทางเศรษฐกิจโดยใช้ตัว GDP Growth และอัตราเงินเฟ้อมาแบ่งเช่นเดียวกัน แถมเอาข้อมูลของไทยที่เกิดจริงลองมาทำกราฟให้ดูตามช่วงเศรษฐกิจด้วย ลองดูควบคู่กันกับของคุณกวีได้

*Recovery คือ ช่วงที่ 1, Overheat  คือ ช่วงที่ 2, Stagflation คือ ช่วงที่ และ Reflation คือ ช่วงที่ 4

GDP Vs Inflation Thai 2001-2013-page-001

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
หมายเหตุ ขนาดของวงกลมคือ อัตราดอกเบี้ย

บร๊ะเจ้า ในที่สุดเราก็เข้าใจระบบเศรษฐกิจที่มันเป็นไปสักที แถมรู้แล้วด้วยว่าเราจะซื้อตอนไหน ฉะนั้น เรามานั่งรอวิกฤตเศรษฐกิจกันเถอะ …. แต่เด๋วก่อน ถ้าเรามีความคิดแบบนี้ คุณกวีก็แนะนำ เราควรจะซื้อหุ้นไว้ก่อนบ้าง ไม่จำเป็นต้องรอวิกฤตแล้วซื้อทีเดียว (เพราะกฏหลักสองข้อของการลงทุนแนว VI คือ ข้อที่หนึ่งอย่าคาดการณ์ตลาด กฏข้อที่สอง คือ อย่าลืมกฏข้อที่หนึ่ง) เพราะการซื้อหุ้นบริษัทที่ดี แม้ราคาแพงไปบ้าง มันก็คงไม่เสียหายเท่าการซื้อบริษัทที่แย่ แม้จะได้ราคาถูก เพราะมันไร้ประโยชน์

ความเสี่ยงในการลงทุน

STEP 3 : กระจายความเสี่ยง

ขั้นตอนนี้จะเชื่อมโยงกับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นตัวที่สอง คือ ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) เพราะยิ่งถ้าเราลงทุนกระจายในหลายๆ ธุรกิจมากความเสี่ยงที่เราจะเจ๊งก็ลดลง แต่มากขนาดไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม คุณกวีแนะว่าควรจะสัก 10-15 บริษัท แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่า 5 บริษัท

 

STEP 4 : ตามติดผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

งบรายไตรมาสนั้นแหล่ะวิเคราะห์และอ่านซะ ดูทั้งการเปลี่ยนแปลงของรายได้, กำไรขั้นต้น, อัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและดำเนินงาน, อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่อกำไรกอ่นดอกเบี้ยและภาษ๊ และกำไรสุทธิ

STEP 5 ลงทุนระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยง

สิ่งสำคัญ คือ การรำรวยตามวิธีธรรมชาตินั้นต้องใช้เวลานานและอดทนพอดู ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อให้อายุยืนขึ้นจะได้เห็นและสัมผัสถึงความมั่งคั่งของตัวเอง

STEP 6 ย้อนกลับไป STEP 1

เพื่อทบทวนตัวเองอีกครั้ง และเริ่ม STEP 1 อักสักทีนะ เพื่อหาหุ้นดีเข้า Port อย่างต่อเนื่อง

6 STEP TO BE VI

6 STEP ROAD MAP TO BE VI

 ข้อคิดดีดี จากคุณกวี

– อุปสรรคที่แท้จริงของนักลงทุน ไม่ได้อยู่ที่ความเก่งหรือความฉลาดในการค้นหาหุ้นที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่นิสัยของตัวนักลงทุนเอง

– นิสัยการลงทุน  สำคญกว่าการเก่งในการเลือกหุ้น แต่มันเป็นสิ่งที่สอนไม่ได้แล้วสร้างยากที่สุด

– จงมีความสุขไปกับการลงทุน คุณสมบัติข้อแรกที่นักลงทุนควรมี

– สิ่งที่นักลงทุนควรมี คือ ความกล้า มากกว่า ความเก่ง เพราะความเก่งสามารถสอนกันได้ ขณะที่ความกล้าสอนกันไม่ได้

– จงศึกษาให้เก่ง และกล้าที่จะตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นโอกาสที่เข้ามาจะหายไปอย่างรวดเร็ว

– “จงคิดบวกอย่างจริงจังและจริงใจกับสิ่งที่คุณอยากได้อยากมี และพลังงานแห่งการคิดบวกอย่างจริงจังและจริงใจนั้น จะนำสิ่งที่คุณอยากได้อยากมีเข้ามาในชีวิตคุณ” ข้อคิดจากหนังสือ The Secret ที่คุณกวี หยิบยกขึ้นมาเพื่อเทียบให้เห็นถึงการให้เราคิดบวกจากการลงทุน

– กุญสู่นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ คือ การลดความเสี่ยง(เลือกหุ้นให้ได้ ตาม STEP 1) และเพิ่มผลตอบแทน (หาซื้อหุ้นช่วงถูก ตาม STEP 2)

เพาะหุ้นเป็น

สำหรับหนังสือ “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน” ของคุณกวีเล่มนี้ ถึงแม้คอ VI แว๋บแรกอ่านแล้วจะรู้สึกว่าเหมือนเคย ได้ยิน ได้ฟัง มาหมดแล้วละครับ ทั้งหลักการ เนื้อหา อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ส่วนตัว iYom ก็เป็นอย่างนั้น แต่ที่ทำให้ iYom รู้สึกว่าเล่มนี้แตกต่างจากทุกเล่ม หรืออาจะเป็นเพราะเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนแนว VI มาแยะ ทั้งหลักคิด ทฏษฏี มันฟุ้งอยู่ในหัว พอมาอ่านเล่มนี้ทำให้สิ่งที่รู้มันโดนรวบ โดนผูก โดนมัดเป็นก้อนๆ ซึ่งนำมาสู่การสรุปเป็นแนวทางไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ตามที่ได้ทำไว้ใน “6 STEP ROAD MAP TO BE VI” เอาเป็นว่า เล่มนี้คงไม่ต้องบอก ก็คงรู้ละครับว่าเหมาะกับ มือใหม่แนว VI ขนาดไหน แต่สำหรับมือเก่า มือเก๋า หรือมือที่พยายามจะเป็น VI มาหลายปี (อย่าง iYom) ลองหาเวลาอ่านเล่มนี้ดูครับ เพื่อจะได้เสริม เพิ่มไอเดีย เพื่อปรับแนวคิดในการลงทุนให้เป็น VI มากขึ้น

สุดท้ายเห็นทางหน้าแฟนเพจ ของ DoctorweClub มีเผยแพร่คลิปที่คุณกวีไปบรรยายไว้ใน การอบรม ” เทคนิคการหาหุ้น และการประเมินราคาหุ้น”  ซึ่งเนื้อหาภายในคลิปการอบรมก็เป็นการขยายความจากหนังสือ “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน” เล่มนี้นั่นเอง แต่ที่น่าสนใจมากๆ ในคลิปนี้ยังมีการสอนการประเมินมูลค่าหุ้น ให้ทั้งแนวคิด และสูตรการคำนวน ไว้ให้เราไปประยุกต์ใช้ได้เอง และที่สำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือ …. ความฮา นั่นเอง..

ต้องขอบคุณทางเพจ DoctorweClub  มากมายครับ ที่นำคลิปดีๆ เหล่านี้มาให้เราได้เรียนรู้กันอย่างฟรีๆ ขอบคุณคราบบบ

 

Posted in หมวดการลงทุน | Tagged Nationกวี ชูกิจเกษมลงทุนวีไอหุ้นเพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน

 

 

Leave a Comment